Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

ชื่นผืนน้ำ ชิดผืนฟ้า มุมมองเย็นตาที่ปัตตานี

“จะมาเที่ยวอะไร ปัตตานีมีอะไรให้เที่ยว” เพื่อนในพื้นที่ตั้งคำถาม

นั่นน่ะสินะ… คนในพื้นที่ยังบอกอย่างนั้น แล้วเราจะว่ายังไง

นอกจากการเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อย่างมัสยิสกลางอันงดงาม มัสยิดกรือเซะโบราณสถานที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวอันเป็นที่เคารพและศรัทธา นอกจากนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่า มีอะไรน่าเที่ยว ที่ๆ ได้เปิดหูเปิดตา ตามประสานักท่องเที่ยวผู้มีอารมณ์ซุกซนในใจอย่างเรา

สีสันของตึกรามบ้านช่องในเมืองปัตตานี

ในความไม่มีอะไร มันต้องมีอะไรสักอย่าง เมืองชายทะเลอันอุดมสมบูรณ์ มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ พร้อมด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำไมมันจะไม่มีอะไรให้เที่ยวบ้างเลยหรือ

หรือคำถามจากเพื่อน เป็นแค่เพียงการประชดประชัน ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อได้ลงมายังพื้นที่จริงแล้วพบว่า ปัตตานี มีมุมมองใหม่ๆ ให้ชื่นใจชุ่มตาอยู่นะ

นึกไปนึกมา เราก็มายืนขาสั่นอยู่ที่ สะพานลอยฟ้า ที่ว่ากันว่า อีกหนึ่งเส้นทางวัดใจ ใครไม่กลัวความสูง คงไม่เข้าใจ เพื่อนร่วมทางท่านหนึ่งต้องหันหลังกลับ เพียงแค่ขึ้นบันไดมาถึงจุดเริ่มต้น

สกายวอล์ค (Sky Walk) ปัตตานี ตั้งอยู่ที่ระหว่างหาดรูสะมีแล กับสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์  ต.รูสะมีแล อ.เมือง จ.ปัตตานี  เป็นการเดินเที่ยวธรรมชาติมุมสูง ในบรรยากาศที่เปิดโล่งโปร่งสบาย ไม่มีอะไรมาบดบังสายตา

ว่าแต่ว่าทำไมขาจึงสั่นๆ คนข้างหลังบอกให้ฟังว่า หากมองออกไปไกลๆ เราจะข้ามฝ่าความกลัวได้ ก็แน่ล่ะ คนไม่กลัวความสูงก็พูดได้นี่นา ทางเดินลอยฟ้านี้ ไม่ใช่แค่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเทียบราวตึก  5 ชั้น ระยะทางยาว 400 เมตร เท่านั้น

มันไม่เหมือนกัน และแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการยืนชมวิวบนดาดฟ้าชั้น 5 หรือจะชั้น 55 ก็ตาม เพราะโครงสร้างของทางเดินลอยฟ้า เป็นตาข่ายเหล็ก ที่รับน้ำหนักได้ดี เรื่องนั้นเรามั่นใจยิ่งนัก ยิ่งวันนี้มีปริมาณนักท่องเที่ยวบางตา ไม่มีความกังวลเลยว่า การรับน้ำหนักจะน่าห่วงอะไร

แต่ที่เกือบจะท้อและถอดใจ ก็เจ้าตาข่ายเหล็กนี่แหละ รู้ว่ามันไม่ได้โล่งโปร่งเหมือนทางเดินกระจกใส ไม่ได้เสียวไส้ขนาดนั้น แต่มองลงไปแล้ว ก็วูบๆ ในใจ พาลจะหมดแรงลงตรงนั้น นี่ใช่ไหม อาการกลัวความสูงที่ไม่รู้ว่าเข้ามาในชีวิตเมื่อไหร่

มานึกได้อีกที ก็เพลินวิวจนเดินมาไกล  ตอนแรกที่ขึ้นมาก็มีเพื่อนร่วมทางอยู่หลายท่าน หันมาอีกครั้งกลับมองไม่เห็นใคร เอาละสิงานนี้ เวิ้งว้างเคว้งคว้างกำลังดี แสร้งว่ายืนถ่ายรูปนิ่งๆ ดีกว่า ด้วยเพราะว่าไม่อยากขยับตัวไปไหน

ก็ได้ผลอยู่นะ มองมุมสูงออกไป เห็นทะเลกว้างไกล แนวของทางเดินอยู่บนป่าโกงกาง มีสะพานไม้ลัดเลาะ นับเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ ไม่ผิดหวังที่ขึ้นมา และยินดีที่จะแอบขาสั่นอยู่บ้าง

นี่ไงล่ะ อีกมุมมองที่น่าสนใจของปัตตานี ใครได้ควงแขนกันมาเที่ยว เชื่อว่าคงลืมความกลัวไปเลย เพราะเบื้องหน้าคือมุมมองที่โปร่งโล่งสบายตาสุดๆ แถมยังมีคนควงแขนอยู่ใกล้ๆ จะไปกลัวอะไรกับความสูง

หากต้องเลือกเที่ยวยามเย็นในปัตตานี สกายวอล์คเป็นอีกสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างงดงาม แต่ครั้งนี้ เรามีแสงตะวันบนผืนน้ำรออยู่อีกที่ ที่บางปู

ไม่ๆๆ ยังไม่กลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ไปสมุทรปราการ แต่นี่คือบ้านบางปู ชุมชนมุสลิมริมอ่าวปัตตานี ซึ่งมีวิถีชีวิตชาวประมงอยู่ในแถบนี้ ที่ได้ชื่อว่าบางปู ก็เพราะมีปูดำอาศัยอยู่มาก ซึ่งวันนี้เราก็จะได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ กันด้วย

“ไปบางปูหรือ นั่นมันเขตยะหริ่ง ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ขายเสื้อผ้ามือสอง”

เพื่อนอีกแล้ว..คนใกล้ๆ มักมองไม่เห็นอะไรจริงๆ แต่ก็จริงอย่างเพื่อนว่า เพราะนอกจากอาชีพชาวประมงแล้ว ชุมชนแห่งนี้มีการประกอบอาชีพเสื้อผ้ามือสองกันเป็นจำนวนมาก แต่เราเข้ามาเย็นมากแล้ว จึงไม่ได้ไปเดินชมในหมู่บ้าน พบแต่เจ้าขนมหน้าตาแปลก ชื่อว่า “มาดูฆาตง” บริเวณปากทางไปท่าเรือ

“มาดูฆาตง”  หรือขนมรวมผึ้ง  ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวจ้าวและกะทิผสมรวมกัน นวดให้เหนียว  นำไปปั้นกับซี่ไม้ใผ่ แล้วก็นำไปย่างให้สุกเหลือง พร้อมราดด้วยน้ำกะทิและโรยด้วยน้ำตาล เคล็ดลับอยู่ที่การปิ้งบนถ่านกะลามะพร้าว ที่จะให้ความหอมกรุ่นไม่เหมือนใคร

ถึงท่าเรือก็ทยอยลงเรือกันเลย เกรงว่าจะไม่ทันพระอาทิตย์ที่นัดคิวมาแล้ว เรือน้อยลอยลำไปในคลองน้ำเค็มขนาดใหญ่ ก่อนจะแหวกตัวเข้าไปในลำคลองสายเล็กๆ ในป่าโกงกาง บ้างก็ว่าเป็นอุโมงค์ป่าโกงกางที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน เพราะป่าชายเลนยะหริ่ง ถือได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย

เรือลัดเลาะจนหลุดออกจากอุโมงค์โกงกางออกมาสู่ท้องทะเลผืนใหญ่ แสงสีส้มกำลังทอประกายท่ามกลางผืนฟ้าที่ลดหน้าที่ลงไปจนกลายเป็นสีเทา มุมมองจากเรือที่ล่องไป ให้ความรู้สึกถึงการหยุดพักก่อนจะเริ่มต้นวันใหม่ บอกกับตัวเองว่า จะอยู่ที่ไหน ท้องฟ้าก็ยังคงงดงาม หากเปิดใจเปิดตามองเห็น นับเป็นวันที่รู้สึกดีๆ อย่างบอกไม่ถูก

การท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ ดูแลโดย กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบางปู  ซึ่งมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่ “บ้านบาลาดูวอ” ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งมีการก่อสร้างประติมากรรมปูดำเป็นสัญลักษณ์ ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

หลังจากล่องเรือ เราได้หยุดพักรับประทานอาหารเย็นบริเวณริมฝั่ง แสงจันทร์เริ่มออกแสดง มื้อค่ำที่แสนธรรมดา จากฝีมือชาวบ้าน กลายเป็นมื้อพิเศษที่ไม่ได้หากันง่ายๆ แม้ว่าหลายๆ อย่างอาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็เป็นการใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ดิบๆ ที่แสนจริงใจ

“สุดยอด….” ส่งรูปทางโทรศัพท์ไปให้เพื่อน รอบนี้ไม่มีการตั้งคำถาม มีแต่การตอบกลับมาว่ามันสุดยอด อ้าว…ไหงงั้นล่ะ แล้วที่บอกเราว่าปัตตานีไม่มีอะไร ลืมไปแล้วหรือ

แค่ได้ชื่นใจกับผืนน้ำ ใกล้ชิดกับผืนฟ้า ในเวลาเพียงวันเดียว ก็ตัดสินใจได้แล้วว่า หากไม่ได้เห็นด้วยสายตา ก็จะไม่เชื่อใครอีกต่อไป โดยเฉพาะเจ้าเพื่อนคนนี้

(ขอขอบคุณ ททท.สำนักงาน นราธิวาส และ ไปไหนดี ทราเวล สำหรับการเดินทางในทริป เก๋ายกก๊วน ชวนกันเที่ยวใต้ 2561)

Post a comment

5 + 16 =