Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

Voices from the FIFA World Cup 2006: เมื่อท่วงทำนองร้อยเรียงศรัทธาลูกหนัง

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

หากจะย้อนเวลากลับไปในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2006 หน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังโลกได้จารึกความทรงจำอันยอดเยี่ยมไว้ ณ ประเทศเยอรมนี

มหกรรมฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยการเชือดเฉือนทางแทคติกที่เข้มข้น หยาดน้ำตาของความผิดหวัง และรอยยิ้มแห่งชัยชนะของพลพรรคอัซซูรีทีมชาติอิตาลีเท่านั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นดั่งสายลมใต้ปีกคอยขับเคลื่อนอารมณ์ร่วมของคนทั้งโลกให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันก็คือ “ดนตรี”

มนต์เสน่ห์ของเสียงเพลงในทัวร์นาเมนต์นี้ถูกรวบรวมและร้อยเรียงไว้อย่างเป็นทางการในอัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006

ซึ่งหากเราหยิบยกอัลบั้มนี้ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มันได้ทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพความหลากหลายทางวัฒนธรรม การก้าวข้ามพรมแดนของชาติพันธุ์ และการเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านบทเพลงที่คัดสรรมาอย่างประณีตเพื่อตอบโจทย์ผู้ฟังจากทั่วทุกมุมโลก

ความโดดเด่นประการแรกที่ต้องหยิบยกมากล่าวถึงในอัลบั้มนี้ คือความสามารถในการบริหารจัดการ “ขั้วตรงข้ามทางดนตรี” ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและทรงพลัง

โครงสร้างของอัลบั้มถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่ออารมณ์ที่หลากหลายของแฟนบอล

เปิดฉากความยิ่งใหญ่ด้วยบทเพลงแนวคลาสสิกป๊อปที่มีความสง่างามระดับรัฐพิธีอย่าง The Time of Our Lives ซึ่งเป็นการจับคู่ที่น่าทึ่งระหว่าง Il Divo วงป๊อปโอเปร่าชายสี่สัญชาติที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหรา และดีว่าสาวเสียงทรงพลังระดับตำนานอย่าง Toni Braxton

บทเพลงนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสนุกสนานแบบตะโกนหรือเร่งเร้าให้คนลุกขึ้นมาเต้น แต่ชวนให้ผู้ฟังค่อยๆ ดำดิ่งไปกับเสียงเปียโนและเครื่องสาย ก่อนจะไต่ระดับความรู้สึกขึ้นไปสู่ความตื้นตัน ศักดิ์ศรี และความฝันอันยิ่งใหญ่ของเหล่านักกีฬา

การประสานเสียงที่ทรงพลังของ Il Divo ผนวกกับเนื้อเสียงที่แหบเสน่ห์ทว่าทรงพลังของ Braxton ได้สร้างมิติของความหวังและความพยายาม

เพลงนี้จึงทำหน้าที่เป็นดั่งเพลงสวดสรรเสริญแด่หยาดเหงื่อและความทุ่มเทของมนุษยชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ และนับเป็นหนึ่งในเพลงพิธีการของฟุตบอลโลกที่ฟังดูหรูหราและคลาสสิกที่สุดตลอดกาล

ทว่า ในทางกลับกัน อัลบั้มนี้ก็พร้อมที่จะสลัดภาพความขรึมและความเป็นทางการทิ้งไป แล้วจุดไฟให้ฟลอร์เต้นรำทั่วโลกต้องลุกเป็นไฟด้วยบทเพลง Hips Don’t Lie (Bamboo Mix) ของศิลปินสาวละตินแห่งยุค Shakira ที่ร่วมงานกับ Wyclef Jean ศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหญ่

ในความเป็นจริงแล้วเพลงนี้มีเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่ฮิตอยู่แล้ว แต่สำหรับเวอร์ชั่น Bamboo Mix ที่ถูกบรรจุลงในอัลบั้มนี้ ทีมโปรดิวเซอร์ได้มีการปรับแต่งโครงสร้างดนตรีอย่างชาญฉลาดด้วยการเพิ่มจังหวะกลองและเครื่องเป่าที่มีกลิ่นอายของขบวนพาเหรดฟุตบอลเข้าไป ทำให้เพลงนี้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดของผู้ฟังโดยตรง

เสียงตะโกนระบายความมันและจังหวะการเคลื่อนไหวสะโพกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Shakira ไม่เพียงแต่สร้างความครึกครื้นในฐานะเพลงประกอบรายการแข่งขันเท่านั้น

แต่การแสดงสดเพลงนี้ในพิธีปิดการแข่งขันที่กรุงเบอร์ลิน ยังได้สร้างภาพจำและมาตรฐานใหม่ว่า “มหกรรมฟุตบอลโลกที่สมบูรณ์แบบ จำเป็นต้องมีกลิ่นอายดนตรีของ Shakira” จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทัวร์นาเมนต์ต่อๆ มา

นอกจากความหรูหราและความร้อนแรงแล้ว เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับฟุตบอลโลกปี 2006 คือความรู้สึกคิดบวก การมองโลกในแง่ดี และการต้อนรับที่อบอุ่นภายใต้คำขวัญ A time to make friends ซึ่งบทเพลงที่สามารถถ่ายทอดปรัชญานี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ Love Generation โดยดีเจชาวฝรั่งเศส Bob Sinclar ที่ได้ Gary Pine ศิลปินเร็กเก้ชาวจาเมกามาร่วมขับร้อง

เพลงนี้ถูกรับเลือกให้เป็นเพลงแคมเปญหลักและเป็นเพลงประจำตัวของเจ้ามาสคอต Goleo VI สิงโตผู้รักเสียงดนตรี

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัยคือการใช้เสียงเสียงผิวปากที่เป็นเอกลักษณ์และจังหวะเฮาส์ป๊อปฟิลกู๊ดที่เรียบง่ายแต่ติดหู เนื้อหาของเพลงที่ว่าด้วยความรัก สันติภาพ และการอยู่ร่วมกันของคนรุ่นใหม่ ได้ทำหน้าที่ส่งต่อพลังงานบวกและรอยยิ้มอย่างอบอุ่น 

เป็นบทเพลงที่แฟนบอลจากอาร์เจนตินา เยอรมนี หรือญี่ปุ่น สามารถกอดคอร้องและผิวปากไปพร้อมกันได้อย่างไม่ขัดเขิน กลายเป็นหมุดหมายทางความทรงจำที่พิสูจน์ว่า ดนตรีคือภาษาสากลที่ไม่จำเป็นต้องแปลความหมาย

เพื่อไม่ให้กลิ่นอายของความสนุกสนานจำเจอยู่เพียงแค่ฝั่งตะวันตก อัลบั้มนี้ยังได้ทำการขยายพรมแดนทางดนตรีด้วยการเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมละตินอเมริกาได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ผ่านบทเพลง Arriba, Arriba ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของซูเปอร์สตาร์ชาวเม็กซิกันระดับแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Ana Bárbara, Mariana Seoane, Anaís Martínez และ Pablo Montero

การผสมผสานของกลุ่มศิลปินชายหญิงเหล่านี้ช่วยสร้างมิติความหลากหลายและความเข้มข้นให้แก่อัลบั้มอย่างมาก

ดนตรีถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะเครื่องเคาะสไตล์ละตินที่ดุดัน สลับกับการสอดประสานของเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองที่สว่างไสว

เพลงนี้ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของความคลั่งไคล้และหลงใหลในเกมลูกหนังของชาวละติน ที่มักจะเปลี่ยนอัฒจันทร์เชียร์บอลให้กลายเป็นงานคาร์นิวัลขนาดย่อม

การได้ยินเพลงนี้ท่ามกลางบทเพลงป๊อปสากลอื่นๆ จึงเป็นการเติมเต็มสีสันที่ฉูดฉาดโชติช่วง ช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มอรรถรสในการฟังอัลบั้มโดยรวมให้มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น

อย่างไรก็ดี หากเรามองอัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006 ด้วยสายตาของนักวิจารณ์ดนตรีอย่างตรงไปตรงมา ก็ยังคงมีจุดบกพร่องบางประการที่น่าเสียดาย

ข้อจำกัดที่เด่นชัดที่สุดคือ “การขาดหายไปของจิตวิญญาณเจ้าภาพ” ในขณะที่ตัวทัวร์นาเมนต์จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีอันมีประวัติศาสตร์ทางดนตรีที่ยาวนานและเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัย

แต่เพลงหลักๆ ในอัลบั้มกระแสหลักกลับถูกผูกขาดโดยศิลปินอเมริกัน อังกฤษ หรือละตินเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ขาดเสียงสะท้อนจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของเยอรมันอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้

ในแง่ของการจัดเรียงแทร็ก (Track Sequencing) สำหรับอัลบั้มเต็ม การนำบทเพลงช้าแนวบัลลาดและป๊อปมาตรฐานหลายๆ เพลงเข้ามาสอดแทรกอยู่ตรงกลาง อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องทางอารมณ์ของผู้ฟัง (Flow) ที่กำลังตื่นตัวจากความสนุกสนานของเกมกีฬา แล้วต้องมาปรับอารมณ์ให้อ่อนไหวตามบทเพลงรัก ซึ่งบางครั้งทำให้ระนาบความเร้าใจในฐานะอัลบั้มฟุตบอลโลกสะดุดลงไปบ้าง

แต่ถ้าเรามองข้ามข้อตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นไป แล้วพิจารณาถึงคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์และความรู้สึก อัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006 ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทำหน้าที่เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบเสียง”

เพลงอย่าง Hips Don’t Lie หรือ Love Generation ไม่ได้จืดจางหายไปตามกาลเวลา แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานหลายปี

แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่วงทำนองเหล่านี้ถูกเปิดขึ้นมาตามคลื่นวิทยุ ในงานปาร์ตี้ หรือในสารคดีย้อนรอยฟุตบอลโลก มันจะทำหน้าที่เสมือนไทม์แมชชีนที่ทรงพลัง คอยพัดพากลิ่นอายของฤดูร้อนอันสดใสในปี 2006 ให้กลับมาอบอวลอีกครั้ง

มันชวนให้เราคิดถึงภาพของ ซีเนดีน ซีดาน ในทัวร์นาเมนต์สุดท้าย, ความอัจฉริยะของ โรนัลดินโญ่, ทีมเวิร์กอันน่าทึ่งของเยอรมนี และหยาดน้ำตาแห่งความสมหวังของชาวอิตาลี 

เสียงเพลงเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งความบันเทิงที่เปิดผ่านไป แต่เป็นสายใยที่ผูกพันอยู่กับความทรงจำร่วมของมวลมนุษยชาติ ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมหัวจมท้าย ร้องไห้ และหัวเราะไปด้วยกัน

ภายใต้ร่มเงาของมนต์เสน่ห์แห่งลูกหนังระดับโลกนั่นเองครับ

Post a comment

thirteen − 4 =