Voices from the FIFA World Cup 2006: เมื่อท่วงทำนองร้อยเรียงศรัทธาลูกหนัง

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
หากจะย้อนเวลากลับไปในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2006 หน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังโลกได้จารึกความทรงจำอันยอดเยี่ยมไว้ ณ ประเทศเยอรมนี
มหกรรมฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยการเชือดเฉือนทางแทคติกที่เข้มข้น หยาดน้ำตาของความผิดหวัง และรอยยิ้มแห่งชัยชนะของพลพรรคอัซซูรีทีมชาติอิตาลีเท่านั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นดั่งสายลมใต้ปีกคอยขับเคลื่อนอารมณ์ร่วมของคนทั้งโลกให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันก็คือ “ดนตรี”
มนต์เสน่ห์ของเสียงเพลงในทัวร์นาเมนต์นี้ถูกรวบรวมและร้อยเรียงไว้อย่างเป็นทางการในอัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006
ซึ่งหากเราหยิบยกอัลบั้มนี้ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มันได้ทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพความหลากหลายทางวัฒนธรรม การก้าวข้ามพรมแดนของชาติพันธุ์ และการเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านบทเพลงที่คัดสรรมาอย่างประณีตเพื่อตอบโจทย์ผู้ฟังจากทั่วทุกมุมโลก
ความโดดเด่นประการแรกที่ต้องหยิบยกมากล่าวถึงในอัลบั้มนี้ คือความสามารถในการบริหารจัดการ “ขั้วตรงข้ามทางดนตรี” ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและทรงพลัง
โครงสร้างของอัลบั้มถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่ออารมณ์ที่หลากหลายของแฟนบอล
เปิดฉากความยิ่งใหญ่ด้วยบทเพลงแนวคลาสสิกป๊อปที่มีความสง่างามระดับรัฐพิธีอย่าง The Time of Our Lives ซึ่งเป็นการจับคู่ที่น่าทึ่งระหว่าง Il Divo วงป๊อปโอเปร่าชายสี่สัญชาติที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหรา และดีว่าสาวเสียงทรงพลังระดับตำนานอย่าง Toni Braxton
บทเพลงนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสนุกสนานแบบตะโกนหรือเร่งเร้าให้คนลุกขึ้นมาเต้น แต่ชวนให้ผู้ฟังค่อยๆ ดำดิ่งไปกับเสียงเปียโนและเครื่องสาย ก่อนจะไต่ระดับความรู้สึกขึ้นไปสู่ความตื้นตัน ศักดิ์ศรี และความฝันอันยิ่งใหญ่ของเหล่านักกีฬา
การประสานเสียงที่ทรงพลังของ Il Divo ผนวกกับเนื้อเสียงที่แหบเสน่ห์ทว่าทรงพลังของ Braxton ได้สร้างมิติของความหวังและความพยายาม
เพลงนี้จึงทำหน้าที่เป็นดั่งเพลงสวดสรรเสริญแด่หยาดเหงื่อและความทุ่มเทของมนุษยชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ และนับเป็นหนึ่งในเพลงพิธีการของฟุตบอลโลกที่ฟังดูหรูหราและคลาสสิกที่สุดตลอดกาล
ทว่า ในทางกลับกัน อัลบั้มนี้ก็พร้อมที่จะสลัดภาพความขรึมและความเป็นทางการทิ้งไป แล้วจุดไฟให้ฟลอร์เต้นรำทั่วโลกต้องลุกเป็นไฟด้วยบทเพลง Hips Don’t Lie (Bamboo Mix) ของศิลปินสาวละตินแห่งยุค Shakira ที่ร่วมงานกับ Wyclef Jean ศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหญ่
ในความเป็นจริงแล้วเพลงนี้มีเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่ฮิตอยู่แล้ว แต่สำหรับเวอร์ชั่น Bamboo Mix ที่ถูกบรรจุลงในอัลบั้มนี้ ทีมโปรดิวเซอร์ได้มีการปรับแต่งโครงสร้างดนตรีอย่างชาญฉลาดด้วยการเพิ่มจังหวะกลองและเครื่องเป่าที่มีกลิ่นอายของขบวนพาเหรดฟุตบอลเข้าไป ทำให้เพลงนี้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดของผู้ฟังโดยตรง
เสียงตะโกนระบายความมันและจังหวะการเคลื่อนไหวสะโพกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Shakira ไม่เพียงแต่สร้างความครึกครื้นในฐานะเพลงประกอบรายการแข่งขันเท่านั้น
แต่การแสดงสดเพลงนี้ในพิธีปิดการแข่งขันที่กรุงเบอร์ลิน ยังได้สร้างภาพจำและมาตรฐานใหม่ว่า “มหกรรมฟุตบอลโลกที่สมบูรณ์แบบ จำเป็นต้องมีกลิ่นอายดนตรีของ Shakira” จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทัวร์นาเมนต์ต่อๆ มา
นอกจากความหรูหราและความร้อนแรงแล้ว เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับฟุตบอลโลกปี 2006 คือความรู้สึกคิดบวก การมองโลกในแง่ดี และการต้อนรับที่อบอุ่นภายใต้คำขวัญ A time to make friends ซึ่งบทเพลงที่สามารถถ่ายทอดปรัชญานี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ Love Generation โดยดีเจชาวฝรั่งเศส Bob Sinclar ที่ได้ Gary Pine ศิลปินเร็กเก้ชาวจาเมกามาร่วมขับร้อง
เพลงนี้ถูกรับเลือกให้เป็นเพลงแคมเปญหลักและเป็นเพลงประจำตัวของเจ้ามาสคอต Goleo VI สิงโตผู้รักเสียงดนตรี
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัยคือการใช้เสียงเสียงผิวปากที่เป็นเอกลักษณ์และจังหวะเฮาส์ป๊อปฟิลกู๊ดที่เรียบง่ายแต่ติดหู เนื้อหาของเพลงที่ว่าด้วยความรัก สันติภาพ และการอยู่ร่วมกันของคนรุ่นใหม่ ได้ทำหน้าที่ส่งต่อพลังงานบวกและรอยยิ้มอย่างอบอุ่น
เป็นบทเพลงที่แฟนบอลจากอาร์เจนตินา เยอรมนี หรือญี่ปุ่น สามารถกอดคอร้องและผิวปากไปพร้อมกันได้อย่างไม่ขัดเขิน กลายเป็นหมุดหมายทางความทรงจำที่พิสูจน์ว่า ดนตรีคือภาษาสากลที่ไม่จำเป็นต้องแปลความหมาย
เพื่อไม่ให้กลิ่นอายของความสนุกสนานจำเจอยู่เพียงแค่ฝั่งตะวันตก อัลบั้มนี้ยังได้ทำการขยายพรมแดนทางดนตรีด้วยการเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมละตินอเมริกาได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ผ่านบทเพลง Arriba, Arriba ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของซูเปอร์สตาร์ชาวเม็กซิกันระดับแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Ana Bárbara, Mariana Seoane, Anaís Martínez และ Pablo Montero
การผสมผสานของกลุ่มศิลปินชายหญิงเหล่านี้ช่วยสร้างมิติความหลากหลายและความเข้มข้นให้แก่อัลบั้มอย่างมาก
ดนตรีถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะเครื่องเคาะสไตล์ละตินที่ดุดัน สลับกับการสอดประสานของเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองที่สว่างไสว
เพลงนี้ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของความคลั่งไคล้และหลงใหลในเกมลูกหนังของชาวละติน ที่มักจะเปลี่ยนอัฒจันทร์เชียร์บอลให้กลายเป็นงานคาร์นิวัลขนาดย่อม
การได้ยินเพลงนี้ท่ามกลางบทเพลงป๊อปสากลอื่นๆ จึงเป็นการเติมเต็มสีสันที่ฉูดฉาดโชติช่วง ช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มอรรถรสในการฟังอัลบั้มโดยรวมให้มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น
อย่างไรก็ดี หากเรามองอัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006 ด้วยสายตาของนักวิจารณ์ดนตรีอย่างตรงไปตรงมา ก็ยังคงมีจุดบกพร่องบางประการที่น่าเสียดาย
ข้อจำกัดที่เด่นชัดที่สุดคือ “การขาดหายไปของจิตวิญญาณเจ้าภาพ” ในขณะที่ตัวทัวร์นาเมนต์จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีอันมีประวัติศาสตร์ทางดนตรีที่ยาวนานและเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัย
แต่เพลงหลักๆ ในอัลบั้มกระแสหลักกลับถูกผูกขาดโดยศิลปินอเมริกัน อังกฤษ หรือละตินเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ขาดเสียงสะท้อนจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของเยอรมันอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้
ในแง่ของการจัดเรียงแทร็ก (Track Sequencing) สำหรับอัลบั้มเต็ม การนำบทเพลงช้าแนวบัลลาดและป๊อปมาตรฐานหลายๆ เพลงเข้ามาสอดแทรกอยู่ตรงกลาง อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องทางอารมณ์ของผู้ฟัง (Flow) ที่กำลังตื่นตัวจากความสนุกสนานของเกมกีฬา แล้วต้องมาปรับอารมณ์ให้อ่อนไหวตามบทเพลงรัก ซึ่งบางครั้งทำให้ระนาบความเร้าใจในฐานะอัลบั้มฟุตบอลโลกสะดุดลงไปบ้าง
แต่ถ้าเรามองข้ามข้อตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นไป แล้วพิจารณาถึงคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์และความรู้สึก อัลบั้ม Voices from the FIFA World Cup 2006 ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทำหน้าที่เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบเสียง”
เพลงอย่าง Hips Don’t Lie หรือ Love Generation ไม่ได้จืดจางหายไปตามกาลเวลา แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานหลายปี
แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่วงทำนองเหล่านี้ถูกเปิดขึ้นมาตามคลื่นวิทยุ ในงานปาร์ตี้ หรือในสารคดีย้อนรอยฟุตบอลโลก มันจะทำหน้าที่เสมือนไทม์แมชชีนที่ทรงพลัง คอยพัดพากลิ่นอายของฤดูร้อนอันสดใสในปี 2006 ให้กลับมาอบอวลอีกครั้ง
มันชวนให้เราคิดถึงภาพของ ซีเนดีน ซีดาน ในทัวร์นาเมนต์สุดท้าย, ความอัจฉริยะของ โรนัลดินโญ่, ทีมเวิร์กอันน่าทึ่งของเยอรมนี และหยาดน้ำตาแห่งความสมหวังของชาวอิตาลี
เสียงเพลงเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งความบันเทิงที่เปิดผ่านไป แต่เป็นสายใยที่ผูกพันอยู่กับความทรงจำร่วมของมวลมนุษยชาติ ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมหัวจมท้าย ร้องไห้ และหัวเราะไปด้วยกัน
ภายใต้ร่มเงาของมนต์เสน่ห์แห่งลูกหนังระดับโลกนั่นเองครับ