Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

49 ปีที่ Elvis จากไป

คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี มีความหมายอย่างยิ่งต่อวงการดนตรีระดับโลก เพราะเป็นวันครบรอบการจากไปของ Elvis Presley

บุรุษผู้ได้รับสมญานามว่า “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรล” (King of Rock and Roll) ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงป็อปและร็อกอย่างสิ้นเชิงในยุคศตวรรษที่ 20

เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1935 ที่เมืองทูเพโล รัฐมิสซิสซิปปี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน

เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แวดล้อมไปด้วยดนตรีหลากหลายสไตล์ โดยเฉพาะดนตรีโกสเปลในโบสถ์ ดนตรีบลูส์ของชาวแอฟริกันอเมริกัน และดนตรีคันทรีของชาวอเมริกันตะวันตก

ความหลากหลายเหล่านี้ได้หล่อหลอมและกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในสไตล์การร้องและการสร้างสรรค์บทเพลงของเขาในเวลาต่อมา

เมื่ออายุได้ 13 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมดนตรีหลากสีสัน และเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้ไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นในสายดนตรีอาชีพเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1954 เมื่อเอลวิสเดินเข้าไปในสตูดิโอ Sun Records เพื่ออัดเพลงเป็นของขวัญให้คุณแม่

แซม ฟิลลิปส์ เจ้าของสตูดิโอเห็นประกายบางอย่างในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ และได้ลองให้เขาอัดเพลง “That’s All Right” บทเพลงบลูส์นำมาร้องใหม่ในจังหวะคึกคักผสมผสานคันทรี

ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของแนวดนตรีร็อกอะบิลลี และเริ่มเปิดวิทยุจนสร้างกระแสความฮือฮาไปทั่วเมืองเมมฟิส

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เอลวิสกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติหลังจากเซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ RCA Victor

ในปี ค.ศ. 1956 เขาปล่อยซิงเกิล “Heartbreak Hotel” ซึ่งกลายเป็นเพลงขึ้นอันดับหนึ่งเพลงแรกของเขา ตามมาด้วยเพลงฮิตสร้างชื่อมากมาย เช่น “Hound Dog”, “Don’t Be Cruel”, “Love Me Tender” และ “Jailhouse Rock”

เอกลักษณ์ของเอลวิสไม่ได้หยุดอยู่แค่น้ำเสียงที่มีมิติ นุ่มลึก และมีพลัง แต่คือท่าทางการเต้นและการขยับสะโพกอย่างมีเสน่ห์เร้าใจขณะอยู่บนเวที ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมอนุรักษนิยมอย่างมาก แต่มันกลับทำให้วัยรุ่นยุคนั้นคลั่งไคล้และสถาปนาให้เขาเป็นไอคอนแห่งความลุ่มหลงและอิสรภาพของยุคสมัย

เอลวิสไม่ได้จำกัดความสามารถไว้แค่บทเพลง เขาก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดและมีผลงานแสดงมากกว่า 30 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์เพลงที่จัดทำขึ้นเพื่อโปรโมตบทเพลงของเขา อาทิ “Jailhouse Rock”, “King Creole” และ “Viva Las Vegas”

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 แม้เขาจะต้องพักงานวงการบันเทิงไปทำหน้าที่เกณฑ์ทหารในกองทัพสหรัฐฯ นานถึงสองปี แต่ความนิยมในตัวเขากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย

หลังจากกลับมาจากเกณฑ์ทหารและผ่านยุคที่ภาพยนตร์ของเขาครองตลาด เอลวิสตัดสินใจคัมแบ็กสู่วงการคอนเสิร์ตอย่างยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ. 1968

ด้วยรายการโทรทัศน์พิเศษ “Aloha from Hawaii via Satellite” ในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตสดที่ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปยังหลายประเทศทั่วโลก มีผู้รับชมมากกว่าหนึ่งพันล้านคน

ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการโทรทัศน์และดนตรีโลก การแสดงสดในยุคนี้เผยให้เห็นเสน่ห์ของเอลวิสในชุดจั๊มสูทสีขาวประดับคริสตัล พร้อมการขับร้องเพลงอมตะอย่าง “Suspicious Minds”, “Can’t Help Falling in Love”, “Burning Love” และ “Always on My Mind”

ตลอดชีวิตการทำงาน ผลงานเพลงของเอลวิสขายได้มากกว่าหลายร้อยล้านแผ่นทั่วโลก ได้รับรางวัลแกรมมี และได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศดนตรีหลากหลายประเภท

ไม่ว่าจะเป็น Rock and Roll Hall of Fame, Country Music Hall of Fame และ Gospel Music Hall of Fame สะท้อนถึงความเป็นอัจฉริยะข้ามสายดนตรีที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่แนวร็อกแอนด์โรลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภาระงานที่หนักหน่วง ปัญหาสุขภาพ และความเครียดจากการใช้ชีวิตในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เริ่มส่งผลเสียต่อร่างกายของเขาอย่างรุนแรง

เอลวิสต้องเผชิญกับภาวะติดยาตามใบสั่งแพทย์ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และโรคเรื้อรังหลายประการ 

จนกระทั่งในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1977 โลกต้องตื่นตระหนกและตกอยู่ในความเศร้าสลด เมื่อเอลวิส เพรสลีย์ ถูกพบเสียชีวิต ณ คฤหาสน์เกรซแลนด์ (Graceland) ในเมืองเมมฟิส ด้วยวัยเพียง 42 ปี สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

การจากไปของเอลวิส เพรสลีย์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม จึงกลายเป็นวันรำลึกระดับโลก ในแต่ละปี แฟนเพลงนับหมื่นคนจากทั่วทุกมุมโลกจะเดินทางมารวมตัวกันที่คฤหาสน์เกรซแลนด์ เพื่อร่วมพิธีจุดเทียนรำลึกถึงราชาแห่งร็อกแอนด์โรลผู้เป็นที่รัก

แม้เขาจะล่วงลับไปนานหลายทศวรรษ แต่สไตล์แฟชั่น ท่าทางการแสดง และน้ำเสียงอมตะของเขายังคงได้รับการสืบทอดและเปิดฟังอยู่เสมอ เป็นบทพิสูจน์ว่า เอลวิส เพรสลีย์ คือตำนานที่ไม่มีวันตาย และจะยังคงเป็นราชาในใจของผู้ฟังดนตรีตลอดไป

Post a comment

1 + twelve =