Hello Old Friend Eric Clapton

คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
Eric Clapton มิใช่เพียงนักกีตาร์ แต่เขาคืออนุสาวรีย์แห่งประวัติศาสตร์ดนตรีบลูส์-ร็อคที่ยังมีลมหายใจ
บทเพลงและชีวิตของเขาเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ราวกับว่าบทเพลงคือสมุดบันทึกบาดแผล ความโหยหา และความหวังที่เขามีต่อโลกใบนี้
การเดินทางของเขาเริ่มต้นขึ้นในชนบทอันเงียบสงบของอังกฤษ จากเด็กชายผู้สับสนและโดดเดี่ยวที่หลบซ่อนตัวจากความจริงอันเจ็บปวดเรื่องครอบครัวโดยมีกีตาร์โปร่งเป็นเพื่อนพึ่งพิง
เขาถูกเลี้ยงดูมาโดยเข้าใจผิดว่ายายคือแม่ และแม่แท้ๆ คือพี่สาว ได้สร้างปมรอยแตกร้าวในจิตใจตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ความเจ็บปวดจากการถูกปิดบังและความรู้สึกถูกทอดทิ้งจึง กลายเป็นรากฐานของอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกระบายออกมาผ่านเสียงดนตรี
ความหลงใหลในดนตรีบลูส์แบบคนผิวดำจากอเมริกาเหนือ ไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบในท่วงทำนองแปลกใหม่ แต่เป็นเหมือนการค้นพบภาษาทางจิตวิญญาณ ภาษาที่ใช้ถ่ายทอดความโศกเศร้าลึกๆ ในใจ ภาษาที่กีตาร์ไฟฟ้าของเขาสามารถกรีดร้อง และปลอบประโลมผู้คนเสมอมา
เมื่อ Eric Clapton ก้าวเข้าสู่วงการในยุค 60 พร้อมกับวง The Yardbirds โลกก็ได้เริ่มเห็นเค้าลางของอัจฉริยภาพอันเจิดจ้า
เขาโดดเด่นอย่างรวดเร็วด้วยทักษะการเล่นที่เฉียบคมและแม่นยำ แต่วิถีทางของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานในเชิงพาณิชย์ ทัศนคติที่ยึดมั่นในความบริสุทธิ์ของดนตรีบลูส์อย่างเคร่งครัดทำให้เขาปฏิเสธทิศทาง Pop ที่วงกำลังมุ่งหน้าไป
การตัดสินใจเดินออกจากวงในวันที่เพลง For Your Love กำลังฮิตติดชาร์ตอันดับต้นๆ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมประนีประนอมต่อศิลปะ
การเข้ามาร่วมงานกับ John Mayall & The Blues Breakers ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
วงดนตรีวงนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเป็นอิสระ การอัดเสียงในอัลบั้ม Blues Breakers with Eric Clapton ปี 1966 ได้สร้างตำนานข้อความพ่นบนกำแพงสถานีรถไฟในลอนดอนว่า Clapton is God
ซาวด์กีตาร์ Gibson Les Paul ที่เสียบผ่านแอมป์ Marshall ด้วยระดับเสียงอันดังลั่นและมีน้ำเสียงหนาแน่น นุ่มนวล ทว่าทรงพลัง ซึ่งถูกเรียกว่า Woman Tone ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการร็อคทั่วโลก
บทเพลงในอัลบั้มดังกล่าวอย่าง All Your Love หรือ Ramblin’ on My Mind ไม่ใช่แค่เพลงบลูส์คลาสสิก แต่เป็นการถ่ายทอดพลังงานอันคุโชนและการใส่วิญญาณแบบคนรุ่นใหม่ลงไปในบทเพลงเหล่านั้นจนเกิดเป็นแนวทางบลูส์ร็อคยุคใหม่
กระนั้น ความเป็นอัจฉริยะของเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ การก่อตั้ง Cream วงซูเปอร์กรุ๊ปแรกๆ ของโลก ร่วมกับมือกีตาร์เบส Jack Bruce และมือกลอง Ginger Baker ได้ผลักดันขอบเขตของดนตรีบลูส์ร็อคให้ก้าวไปสู่ความก้าวหน้าและการแสดงสดแบบอิมโพรไวซ์อันวิจิตรบรรจง
Cream กลายเป็นวงดนตรีที่เล่นด้วยพลังงานอันท่วมท้น เสียงกีตาร์ของเขาในเพลง Sunshine of Your Love, White Room หรือการโซโล่สดอันโด่งดังในเพลง Crossroadsผสานรวมความดุดันของร็อคเข้ากับทฤษฎีบลูส์และการทดลองซาวด์ไซเคเดลิกร็อคได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า ความขัดแย้งภายในวงที่เกิดจากอีโก้และการปะทะกันของอัจฉริยะ บวกกับแรงกดดันจากการถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าดนตรี กลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งที่ทำให้เขาเริ่มหวาดกลัว
เขาพยายามหลีกหนีจากแสงไฟและสปอตไลท์อันร้อนแรงด้วยการยุบวง Cream แล้วไปก่อตั้งวง Blind Faith ร่วมกับ Steve Winwood ซึ่งแม้จะมีผลงานเพลงทรงคุณค่าอย่าง Can’t Find My Way Back Home แต่ก็ดำรงอยู่ได้เพียงอัลบั้มเดียว
ก่อนที่เขาจะถอยฉากไปเป็นเพียงมือกีตาร์สมทบในวง Delaney & Bonnie เพื่อหาความสงบใจ
และซ่อนตัวอยู่หลังชื่อ Derek and the Dominos ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกตลอดกาลอย่าง Layla
อัลบั้ม Layla and Other Assorted Love Songs ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1970 คือหิมะบนยอดเขาที่เดือดพล่าน
เพลง Layla ไม่ได้เป็นเพียงบทเพลงรัก แต่เป็นเสียงร้องไห้แห่งความทรมานจากการตกหลุมรัก Pattie Boyd ภรรยาของ George Harrison เพื่อนรักของเขา
ท่อนริฟฟ์กีตาร์อันเป็นตำนานที่ร่วมสร้างสรรค์กับ Duane Allman มือกีตาร์สไลด์ระดับเทพ กระแทกความรู้สึกของผู้ฟังอย่างรุนแรง ราวกับความปรารถนาที่ไม่อาจครอบครองได้ถูกบดขยี้ลงบนสายกีตาร์
ครึ่งแรกของเพลงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความอึดอัด และความสิ้นหวัง ก่อนจะสลับอารมณ์อย่างสิ้นเชิงด้วยท่อนเปียโนและกีตาร์สไลด์ในครึ่งหลังที่นุ่มนวลและเงียบสงบ ราวกับความพ่ายแพ้และการยอมรับชะตากรรม
มันคือบทเพลงที่รวมเอาความรัก ความหวัง ความเจ็บปวด และการพังทลายไว้ในความยาวเจ็ดนาทีได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากเพลงไตเติ้ลแล้ว ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลง Bell Bottom Blues และ Key to the Highway ที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพด้านการประสานเสียงกีตาร์ระหว่าง Clapton กับ Allman ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของการอัดเสียงดนตรีบลูส์ร็อคในประวัติศาสตร์
ทว่า ในช่วงเวลาเดียวกับที่เขาสร้างสรรค์ดนตรีอันงดงาม ชีวิตส่วนตัวของเขากลับดำดิ่งสู่ความมืดมิดของการติดยาเสพติดอย่างหนัก การสูญเสีย Duane Allman จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ และการจากไปของรักอย่าง Jimi Hendrix ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจของเขา
เขาปลีกวิเวกออกจากโลกภายนอก ขังตัวเองอยู่ในบ้านพักและจมอยู่กับเฮโรอีนอยู่นานหลายปี จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องในวงการ นำโดย Pete Townshend มือกีตาร์วง The Who ที่จัดคอนเสิร์ต Rainbow Concert ในปี 1973 เพื่อดึงเขากลับสู่เวทีอีกครั้ง
การฟื้นตัวครั้งนั้นนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว
ในช่วงทศวรรษ 1970 ผลงานของเขาเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน จากความดุดันและร้อนแรงในอดีตไปสู่ความผ่อนคลาย ความนุ่มนวล และการผสมผสานอิทธิพลของดนตรีเรกเก้ คันทรี่ และป็อปร็อค
อัลบั้ม 461 Ocean Boulevard ในปี 1974 ถือเป็นผลงานคัมแบ็กที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
เพลงอย่าง I Shot the Sheriff ที่นำงานของ Bob Marley มาเรียบเรียงใหม่ ไม่เพียงแต่ทำให้เขาติดชาร์ตอันดับหนึ่งในอเมริกา แต่ยังเป็นสะพานสำคัญที่เปิดประตูให้ดนตรีเรกเก้ก้าวสู่กระแสหลักของโลก
ต่อมาในอัลบั้ม Slowhand ปี 1977 เขาได้ตอกย้ำความเป็นอัจฉริยะแห่งวงการ ด้วยเพลง Wonderful Tonight บทเพลงหวานซาบซึ้งที่เขียนถึง Pattie Boyd ในคืนที่ทั้งคู่กำลังจะไปร่วมงานเลี้ยง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงรักคลาสสิกตลอดกาลที่ถูกเปิดในงานแต่งงานทั่วโลก
รวมถึงเพลง Lay Down Sally ที่โชว์จังหวะคันทรี่ร็อคอันครึกครื้น และ Cocaine เพลงร็อคจังหวะหนึบหนับที่แต่งโดย J.J. Cale ซึ่ง Clapton นำมาร้องและใส่ชั้นเชิงกีตาร์จนกลายเป็นเพลงประจำตัวของเขา
ช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการถ่ายทอดอารมณ์ที่หลากหลาย จากจุดสูงสุดของความโรแมนติกไปจนถึงความสำราญและการสะท้อนภาพชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาว
อย่างไรก็ตาม แม้จะหลุดพ้นจากเฮโรอีนได้ แต่เขาก็ต้องต่อสู้กับการติดสุราอย่างหนัก
ทว่า ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ผลงานในยุคนี้อย่างอัลบั้ม Another Ticket, Money and Cigarettes, Behind the Sun และ August แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่มีการนำสังเคราะห์เสียงและดนตรีป็อปร็อคโมเดิร์นเข้ามาใช้
เพลง Forever Man และ Bad Love แสดงให้เห็นว่าฝีมือกีตาร์ของเขายังคงคมกริบและมีพลัง แม้จะอยู่ท่ามกลางโปรดักชั่นแบบยุคแปดสิบก็ตาม
นอกจากนี้ เขายังได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์และซีรีส์ทางโทรทัศน์ เช่น ซีรีส์ Edge of Darkness และภาพยนตร์แอ็กชั่นชุด Lethal Weapon ซึ่งได้รับคำชมอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างบรรยากาศด้วยเสียงกีตาร์
และนำไปสู่การปล่อยอัลบั้ม Journeyman ในปี 1989 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการกลับคืนสู่รากเหง้าดนตรีบลูส์ร็อคอันแข็งแกร่งที่สุดในรอบทศวรรษของเขา
ชีวิตของ Eric Clapton ดูเหมือนจะถูกสาปให้ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่หยุดยั้ง และโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี 1991
เมื่อ Conor ลูกชายวัยเพียงสี่ขวบของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกจากหน้าต่างคอนโดมิเนียมสูงในนิวยอร์ก
ความสูญเสียครั้งนั้นใหญ่หลวงและรุนแรงเกินกว่าที่จิตใจของมนุษย์คนหนึ่งจะรับมือได้
ทว่าในครั้งนี้ เขากลับเลือกที่จะไม่จมลงไปในวังวนของสุราและยาเสพติดเหมือนในอดีต แต่ใช้กีตาร์โปร่งและกระดาษโน้ตเป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผล ระบายความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัส และสร้างสรรค์บทเพลง Tears in Heaven เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง Rush
เพลงนี้ไม่ได้มีท่อนริฟฟ์กีตาร์ไฟฟ้าที่เกรี้ยวกราดหรือเสียงร้องที่แผดลั่น แต่กลับเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ความอ่อนโยน และคำถามอันแสนเจ็บปวดที่บาดลึกถึงหัวใจว่า เธอจะจำชื่อฉันได้ไหม ถ้าเราเจอกันบนสวรรค์?
น้ำเสียงที่เรียบง่ายทว่าเต็มไปด้วยบาดแผลทำให้เพลงนี้ก้าวข้ามการเป็นแค่บทเพลง ไปสู่การเป็นตัวแทนแห่งการไว้อาลัยและการเยียวยาจิตใจของผู้คนทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย
ความสำเร็จจากอัลบั้ม Unplugged ในปี 1992 ที่บันทึกการแสดงสดทาง MTV ซึ่งรวมเพลง Tears in Heaven และการนำ Layla มาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์อะคูสติกบลูส์จังหวะสโลว์สวิง ได้นำพาเขากลับสู่ความสำเร็จอีกครั้งในวัยกลางคน
อัลบั้มนี้กลายเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีด้วยยอดขายกว่า 26 ล้านชุดทั่วโลก และคว้ารางวัล Grammys มาครองถึง 6 รางวัล
นี่คือการพิสูจน์ว่า คุณค่าที่แท้จริงของ Eric Clapton ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของการรัวนิ้วบนคอร์ดหรือความดังของแอมป์ไฟฟ้า แต่เป็น Feeling ความจริงใจ และความซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณแห่งดนตรี
การกลับมาเล่นกีตาร์โปร่งทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงโน้ตแต่ละโน้ตอย่างชัดเจน เห็นถึงความเก๋าเกมและความเข้าใจในดนตรีอย่างลึกซึ้ง ซึ่งยากที่จะหาใครเลียนแบบได้
หลังจากความสำเร็จอันถล่มทลายของ Unplugged เขาไม่ได้หลงลืมรากเหง้าเดิม แต่กลับใช้โอกาสนี้ในการอุทิศตนให้กับดนตรีบลูส์บริสุทธิ์อย่างเต็มตัว ในปี 1994 เขาทุ่มเทอัดอัลบั้ม From the Cradle ซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงบลูส์คัฟเวอร์ล้วนๆ โดยไม่มีเพลงป็อปผสมเลยแม้แต่เพลงเดียว
เขานำเพลงของศิลปินระดับครูอย่าง Muddy Waters, Elmore James และ Willie Dixon มาตีความใหม่ด้วยความเคารพและความมุ่งมั่น
อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในแง่ยอดขายและคำวิจารณ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าดนตรีบลูส์ดั้งเดิมยังคงมีพลังและสามารถครองใจคนรุ่นใหม่ได้
ต่อมาในปี 1998 เขาได้ออกอัลบั้ม Pilgrim ที่ทดลองนำจังหวะ R&B โมเดิร์นและโปรดักชั่นอิเล็กทรอนิกส์มาผสมผสานกับเสียงกีตาร์บลูส์ สะท้อนถึงการไม่หยุดนิ่งที่จะค้นหาซาวด์ใหม่ๆ ในการทำงานศิลปะ
ตลอดทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา Eric Clapton ได้กลายเป็นผู้ดูแลและส่งต่อมรดกแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เขาใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลอันล้นพ้นในการยกย่องศิลปินบลูส์รุ่นครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา
ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทำอัลบั้มประวัติศาสตร์ Riding with the King ในปี 2000 ร่วมกับราชาเพลงบลูส์ B.B. King ซึ่งเป็นการประชันฝีมือและการส่งต่อไม้ต่อระหว่างสองยุคสมัยได้อย่างงดงาม
และการทำอัลบั้ม Me and Mr. Johnson ในปี 2004 เพื่ออุทิศให้กับ Robert Johnson ศิลปินบลูส์ยุคศตวรรษที่ 19 ผู้เป็นแรงบันดาลใจสูงสุดในชีวิตของเขา
รวมถึงการร่วมงานกับ J.J. Cale ในอัลบั้ม The Road to Escondido ปี 2006 ซึ่งคว้ารางวัล Grammy Award มาครองได้อย่างภาคภูมิ
เขาไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อไขว่คว้าความดัง อิทธิพล หรือยอดขายอีกต่อไป แต่เล่นเพื่อรักษาลมหายใจของดนตรีที่เป็นรากเหง้าชีวิตของเขา
นอกจากผลงานดนตรีแล้ว เขายังได้แปลงความเจ็บปวดและประสบการณ์มืดมนในอดีตให้กลายเป็นคุณประโยชน์แก่สังคม ด้วยการก่อตั้ง Crossroads Centre บนเกาะแอนติกาในปี 1998 เพื่อเป็นสถานฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดและสุรา
และเขาได้จัดเทศกาลดนตรี Crossroads Guitar Festival ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อระดมทุนช่วยเหลือศูนย์ดังกล่าว
เทศกาลนี้กลายเป็นศูนย์รวมมือกีตาร์ระดับโลกจากทุกยุคทุกสมัยที่มาร่วมเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งเป็นการนำความทุกข์ในอดีตของตนเองมาเปลี่ยนเป็นพรและโอกาสที่มอบให้แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง
แม้ในวัยชราที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างโรคระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ Clapton ก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง
อัลบั้มอย่าง Clapton (2010), Old Sock (2013), I Still Do (2016) และผลงานยุคหลังอย่าง Meanwhile (2024) แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมที่ไม่เคยเสื่อมคลาย
เขายังคงออกทัวร์คอนเสิร์ตและอัดเสียงด้วยน้ำเสียงที่สุขุมลุ่มลึกและสำเนียงกีตาร์ที่น้อยโน้ตลง แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักและความหมายในทุกๆ ตัวโน้ตที่กรีดลงบนสาย
เมื่อมองย้อนกลับไปในบทวิจารณ์ชีวิตและผลงานของ Eric Clapton สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ภาพของเทพเจ้าที่ไม่เคยทำผิดพลาดตามข้อความบนกำแพงในยุค 60
แต่เป็นภาพของมนุษย์ปรกติธรรมดาคนหนึ่งที่มีบาดแผล มีความอ่อนแอ เคยหลงทางอย่างหนัก และต้องต่อสู้กับปีศาจในจิตใจตลอดเวลา
ทว่า เขามีกีตาร์เป็นสายสืบต่อชีวิต และมีดนตรีบลูส์เป็นเข็มทิศนำทางออกจากความมืดมน สำเนียงกีตาร์ของเขาที่ไม่เคยเน้นการรัวโน้ตที่ฟุ่มเฟือย
แต่เลือกวางโน้ตทุกตัวในตำแหน่งที่ถูกต้องที่สุด เค้นอารมณ์ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ
คือสะพานที่เชื่อมต่อวิญญาณของเขากับผู้ฟังทั่วโลก
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ผลงานของเขาก็ยังคงเป็นหลักฐานอันมีชีวิตว่า ดนตรีสามารถเยียวยาบาดแผลที่ลึกที่สุดในจิตใจมนุษย์ได้และ Eric Clapton จะถูกจดจำในฐานะหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพล มีคุณค่า และแท้จริงที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีโลก
