มนต์เพลงสแปนิช 1982

คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี ค.ศ.1982 จัดขึ้นที่ประเทศสเปน ดังนั้นเพลงบอลโลกเพลงที่ 6 จึงเป็นเพลงภาษาสเปน ประพันธ์ ควบคุมวง และขับร้องโดยคีตกวีชาวสเปน Plácido Domingo ซึ่งเป็นประพันธกรเพลงคลาสสิคร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการเพลงคลาสสิคยุโรป
Plácido Domingo ประยุกต์จังหวะสนุกสนานสไตล์กีตาร์สเปน เจือกลิ่นดนตรีละติน คนให้เข้ากับโครงสร้างเพลงคลาสสิคและการขับร้องแบบโอเปร่าได้อย่างกลมกลืนและลงตัว สะท้อนถึงความสนุกสนานของฟุตบอลโลกที่สเปนได้เป็นอย่างดี
คีตศิลป์โอเปร่าสู่ผืนหญ้าคาบสมุทรไอบีเรีย
ประวัติศาสตร์ของมหกรรมฟุตบอลโลกไม่ได้ถูกจารึกไว้เพียงแค่หยาดเหงื่อ ผลการแข่งขัน หรือท่วงท่าการพังประตูอันเหนือชั้นของเหล่านักเตะระดับตำนานเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนนับล้านทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งนั้นคือดนตรีและบทเพลงประจำการแข่งขัน ซึ่งเปรียบเสมือนจิตวิญญาณที่คอยขับขานเรื่องราวและความรู้สึกของแต่ละยุคสมัยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทุกครั้งที่ได้ยิน และหากจะกล่าวถึงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีลูกหนังที่มีความงดงาม ละเมียดละไม และทรงคุณค่ามากที่สุดครั้งหนึ่ง ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องราวในปี ค.ศ. 1982 เมื่อประเทศสเปนได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ครั้งที่ 12 ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้โลกได้สัมผัสกับ “มนต์เพลงสแปนิช” ที่ผสมผสานศาสตร์แห่งดนตรีคลาสสิกเข้ากับความเร่าร้อนของวัฒนธรรมละตินอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1982 ที่ประเทศสเปนนั้น ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่การขยายจำนวนทีมในรอบสุดท้ายเพิ่มขึ้นเป็น 24 ทีม ไปจนถึงบรรยากาศดวลแข้งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมไอบีเรียนอันเป็นเอกลักษณ์ และแน่นอนว่าสิ่งที่จะมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนเสียงดนตรีของชาติเจ้าภาพก็ต้องมีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
ด้วยเหตุนี้ เพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการลำดับที่ 6 จึงถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้ภาษาและท่วงทำนองสแปนิช โดยได้ยอดคีตกวีและนักร้องโอเปร่าเสียงเทเนอร์ระดับตำนานอย่าง ปลาซิโด โดมิงโก (Plácido Domingo) มารับหน้าที่สำคัญ ทั้งในฐานะผู้ประพันธ์ ควบคุมวงดนตรี และขับร้องด้วยตนเอง ซึ่งการก้าวเข้ามาของโดมิงโกในครั้งนี้ ได้ยกระดับเพลงฟุตบอลโลกจากเดิมที่เป็นเพียงเพลงมาร์ชหรือเพลงป๊อปปลุกใจทั่วไป ให้กลายเป็นงานศิลปะทางดนตรีที่มีความสูงส่ง ทรงคุณค่า และเปี่ยมไปด้วยรสนิยมอันล้ำลึก
ปลาซิโด โดมิงโก ในเวลานั้น ถือเป็นประพันธกรและนักร้องเพลงคลาสสิคร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเพลงคลาสสิคของยุโรปและของโลก การที่ศิลปินระดับโอเปร่าแถวหน้าลงมาจับงานดนตรีสำหรับมหกรรมกีฬามวลมนุษยชาติ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮาและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่โดมิงโกฝากไว้ในผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโชว์พลังเสียงอันก้องกังวานและเทคนิคการร้องชั้นสูง แต่คืออัจฉริยภาพในการหลอมรวมโลกสองใบที่ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลกันให้กลายเป็นเนื้อเดียว โลกใบแรกคือความเข้มงวด ขรึมขลัง และมีโครงสร้างอันวิจิตรบรรจงของดนตรีคลาสสิกสไตล์โอเปร่า ส่วนโลกใบที่สองคือความสดใส สนุกสนาน และมีชีวิตชีวาของดนตรีพื้นบ้านสเปน
ความโดดเด่นทางดนตรีของบทเพลงในปี 1982 นี้ อยู่ที่การประยุกต์เอาจังหวะอันสนุกสนานเร้าใจในสไตล์กีตาร์สเปน (Spanish Guitar) มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทำนอง เสียงรัวสายและจังหวะเคาะอันเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีฟลามิงโก ถูกผสานเข้ากับกลิ่นอายของดนตรีละตินที่มีความพลิ้วไหว ยืดหยุ่น และชวนให้เคลื่อนไหวร่างกาย ทว่าในความสนุกสนานและเป็นกันเองนั้น โดมิงโกกลับไม่ทิ้งรากเหง้าความยิ่งใหญ่ของดนตรีคลาสสิก เขาใช้การเรียบเรียงเสียงประสานของเครื่องสายและเครื่องลมทองเหลืองแบบวงออร์เคสตราขนาดใหญ่เข้ามาโอบอุ้ม ทำให้เพลงมีมิติที่กว้างขวาง ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม เมื่อเสียงร้องโอเปร่าอันหนาแน่น อบอุ่น และทรงพลังของเขาเปล่งออกมา มันจึงไม่ใช่แค่การร้องเพลงเชียร์กีฬา แต่เป็นการประกาศศักดิ์ศรี ความพร้อม และความยินดีของชาวสเปนในการต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก
มนต์เสน่ห์ของเพลงสแปนิชในปี 1982 สามารถสะท้อนภาพรวมและบรรยากาศของฟุตบอลโลกที่ประเทศสเปนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดนตรีสเปนมีคุณลักษณะพิเศษตรงที่มันสามารถแสดงออกถึงความหลงใหลและความจริงจังในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของกีฬาฟุตบอลที่ต้องอาศัยทั้งความทุ่มเท การต่อสู้ตามกฎกติกาอันเคร่งครัด เปรียบเสมือนโครงสร้างดนตรีคลาสสิกที่เหนียวแน่น แต่ในขณะเดียวกัน ฟุตบอลก็คือเกมแห่งจินตนาการ ความสุข และความเฉลิมฉลอง ซึ่งถูกแทนที่ด้วยจังหวะกีตาร์ละตินอันรื่นเริง เพลงนี้จึงทำงานกับความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างมหัศจรรย์ มันชวนให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมยามที่การแข่งขันเริ่มต้น และในขณะเดียวกันก็สร้างความอบอุ่นใจ ชวนให้ยิ้มและโยกย้ายร่างกายตามท่วงทำนองอันเป็นมิตร
เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลกครั้งนั้นอาจถูกจดจำในแง่ของเกมการแข่งขันที่ดุเดือด ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของทีมชาติอิตาลี ลีลาการเล่นอันเหนือชั้นของขุนพลบราซิล หรือโศกนาฏกรรมดวลจุดโทษของเยอรมันตะวันตกกับฝรั่งเศส แต่ในมิติของวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ บทเพลงของปลาซิโด โดมิงโก ได้กลายเป็นมรดกตกทอดที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ดนตรีคลาสสิกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโรงละครโอเปร่าอันหรูหรา และฟุตบอลก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของลูกกลมๆ บนผืนหญ้า หากแต่ทั้งสองสิ่งสามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษยชาติได้
บทเพลงสแปนิชประจำปี 1982 จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่เสียงสัญญาณเตือนว่าฤดูกาลฟุตบอลโลกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ทำหน้าที่เป็นดั่งบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ฉายภาพความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมดนตรียุโรป เป็นตัวแทนแห่งความสุข ความสามัคคี และจิตวิญญาณแห่งการเฉลิมฉลองที่ไร้พรมแดน ทุกครั้งที่เสียงทำนองกีตาร์สเปนผสานเสียงออร์เคสตราและพลังเสียงโอเปร่าของโดมิงโกถูกเปิดขึ้นมา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ มนต์เสน่ห์แห่งคาบสมุทรไอบีเรียและความทรงจำอันงดงามของฟุตบอลโลกปี 1982 ก็จะยังคงแจ่มชัดและโลดแล่นอยู่ในใจของผู้คนตราบนานเท่านาน