มหัศจรรย์ทำนองลูกหนัง สรรเสริญพลังแห่งเอเชีย 2002

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
บอลโลกครั้งหนึ่งซึ่งหมุนมาจัดในทวีปเอเชียเป็นครั้งแรก นั่นคือบอลโลก ปี ค.ศ.2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
โดยบรรจุมาถึง 3 เพลงได้แก่ Boom ขับร้องโดย Anastacia โดยเพลงนี้เธอโชว์ฝีมือแต่งเองร่วมกับ Glen Ballard
Let’s Get Together Now ขับร้องโดยคณะศิลปินร่วมระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นเพลงธีมหลักของงานใช้ดนตรีพื้นถิ่นผสมผสานกับท่วงทำนองร่วมสมัย
และเพลงสุดท้ายคือ Vamos Al Mundial ขับร้องเป็นภาษาสเปนโดยศิลปินชาวสหรัฐอเมริกา Jennifer Peña และขับร้องเป็นภาษาสเปน ผ่านฝีมือการประพันธ์ของ Claudia Garcia
“มนต์เพลงบอลโลก” 2002
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2002 หน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังระดับโลกได้รับการบันทึกบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อมหกรรมกีฬาที่มวลมนุษยชาติเฝ้ารอคอยอย่าง “ฟุตบอลโลก” ได้หมุนเวียนมาจัดขึ้นบนแผ่นดินทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยมีสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและฟุตบอลอย่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ จับมือกันรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพร่วม ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของแฟนบอลทั่วโลกที่จับตามองว่า มหกรรมในดินแดนตะวันออกไกลครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งนอกจากภาพความทรงจำของการแข่งขันที่พลิกความคาดหมาย ฟอร์มอันร้อนแรงของทีมเจ้าภาพเกาหลีใต้ หรือลีลาการถล่มประตูของโรนัลโด้แห่งบราซิลแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนต่างชาติต่างภาษาให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และกลายเป็นความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในใจของแฟนบอลจนถึงทุกวันนี้ก็คือ “มนต์เพลงบอลโลก” ประจำปี 2002 ซึ่งมีความพิเศษและแตกต่างจากครั้งอื่น ๆ ตรงที่มีการบรรจุเพลงอย่างเป็นทางการไว้ถึง 3 บทเพลง เพื่อสะท้อนมุมมองและอารมณ์ที่หลากหลายของการเฉลิมฉลองในครั้งนั้น
บทเพลงแรกที่ทำหน้าที่จุดระเบิดความมันและปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความท้าทายของนักกีฬาและแฟนบอลทั่วโลกคือเพลง “Boom” ขับร้องโดยป๊อปสตาร์สาวชาวอเมริกันที่มีน้ำเสียงทรงพลังเป็นเอกลักษณ์อย่าง อนาสตาเซีย (Anastacia) ความพิเศษของบทเพลงนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่เสียงร้องที่แหบเสน่ห์และเต็มไปด้วยพลังงานขับเคลื่อนอันมหาศาลของเธอเท่านั้น แต่เธอยังได้โชว์ฝีมือในการประพันธ์เนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเอง โดยจับมือร่วมกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงฝีมือฉกาจอย่าง เกลน บัลลาร์ด (Glen Ballard) ผู้เคยสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานมาแล้วมากมาย เพลง “Boom” ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของความตื่นเต้น ความกดดัน และความสุขสมหวังที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน ท่วงทำนองของดนตรีป๊อป-ร็อกที่ผสมผสานกับบีทอันดุดัน ทำให้ทุกครั้งที่บทเพลงนี้ดังขึ้นในสเตเดียมหรือผ่านหน้าจอโทรทัศน์ มันสามารถกระตุ้นให้อะดรีนาลีนของผู้ชมสูบฉีดได้อย่างยอดเยี่ยม เนื้อหาของเพลงมุ่งเน้นไปที่การก้าวข้ามขีดจำกัด การต่อสู้เพื่อความฝัน และความรู้สึกสะใจเมื่อเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น ถือเป็นเพลงที่ทำหน้าที่เปิดประตูต้อนรับแฟนบอลเข้าสู่ความดุเดือดของทัวร์นาเมนต์ได้อย่างไร้ที่ติ
เมื่อความดุเดือดในสนามได้รับการจุดประกายด้วยความมัน สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเจ้าภาพและโลกตะวันออกก็ได้ถูกบอกเล่าผ่านบทเพลงธีมหลักอย่าง “Let’s Get Together Now” ซึ่งขับร้องโดยคณะศิลปินร่วมเฉพาะกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม “Voices of KOREA/JAPAN” นำโดยศิลปินชื่อดังของทั้งสองฝั่ง เช่น เคมีสตรี (Chemistry) และ โซเวลู (Sowelu) จากญี่ปุ่น ร่วมกับ ปาร์ค จอง-ฮยอน (Lena Park) และ บราวน์ อายส์ (Brown Eyes) จากเกาหลีใต้ บทเพลงนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เพราะในอดีตทั้งสองประเทศต่างมีปมประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนต่อกัน การใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อกลางในการจัดฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นถึงมิตรภาพใหม่ เพลง “Let’s Get Together Now” มีความโดดเด่นอย่างมากในแง่ของโครงสร้างดนตรี โดยมีการนำเครื่องดนตรีพื้นถิ่นที่เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีมาผสมผสานเข้ากับท่วงทำนองดนตรีป๊อปร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน เสียงกลองและเครื่องเป่าโบราณที่สอดประสานไปกับเมโลดี้ที่ทันสมัย ช่วยให้เนื้อหาของเพลงที่ว่าด้วยการทลายกำแพงความต่าง การหันหน้าเข้าหากัน และการก้าวเดินไปสู่อนาคตด้วยความสามัคคี มีความทรงพลังและซาบซึ้งใจอย่างที่สุด ทุกถ้อยคำที่ศิลปินทั้งสองชาติร้องสลับกันไปมากลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ฟุตบอลและดนตรีสามารถเยียวยาและสร้างมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ
นอกจากความดุดันระดับสากลและความงดงามของวัฒนธรรมเอเชียแล้ว สีสันของความเป็นฟุตบอลโลกจะขาดความสนุกสนานในสไตล์ละตินไปไม่ได้เลย นั่นจึงเป็นที่มาของบทเพลงสุดท้ายในชุดนี้อย่าง “Vamos Al Mundial” ซึ่งถูกขับร้องเป็นภาษาสเปนทั้งหมด โดยศิลปินสาวชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน เจนนิเฟอร์ เพนญ่า (Jennifer Peña) เพลงนี้เกิดขึ้นผ่านฝีมือการประพันธ์และดูแลการผลิตอันเฉียบคมของ คลอเดีย การ์เซีย (Claudia Garcia) ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ดนตรีละตินให้เข้าถึงใจผู้ฟัง แม้ว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะจัดขึ้นในทวีปเอเชียที่ห่างไกลจากดินแดนอเมริกาใต้และยุโรป แต่เพลง “Vamos Al Mundial” ซึ่งแปลว่า “ไปฟุตบอลโลกกันเถอะ” กลับสามารถทำหน้าที่นำพากลิ่นอายความหลงใหล ความคึกคัก และวัฒนธรรมการเชียร์บอลอันจัดจ้านสไตล์ละตินมาลอยอบอวลอยู่ท่ามกลางสนามแข่งขันในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน เสียงเครื่องเคาะที่กระตุ้นให้ทุกคนต้องขยับร่างกาย และเนื้อร้องภาษาสเปนที่ติดหูได้ง่าย ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงโปรดของแฟนบอลสายแดนซ์ และสร้างบรรยากาศปาร์ตี้เฉลิมฉลองคาร์นิวัลฟุตบอลให้เกิดขึ้นในทุกมุมเมืองของประเทศเจ้าภาพ
มหัศจรรย์ของ “มนต์เพลงบอลโลก” ประจำปี 2002 จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเพียงเสียงดนตรีที่เปิดคลอระหว่างการแข่งขัน หรือเป็นแค่สินค้าโปรโมตทัวร์นาเมนต์ทั่วไป แต่มันคือการวางกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภาพรวมของโลกในยุคสหัสวรรษใหม่ได้อย่างชัดเจน การแบ่งสัดส่วนและอารมณ์ของทั้ง 3 เพลงแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของคณะกรรมการจัดงานที่ต้องการให้ฟุตบอลโลกครั้งแรกในเอเชียตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม เพลง “Boom” ตอบโจทย์ความล้ำสมัย พลังของคนรุ่นใหม่ และความทะเยอทะยานทางดนตรีที่เป็นสากล เพลง “Let’s Get Together Now” ตอบโจทย์ความหวัง มิตรภาพ สันติภาพ และการประกาศศักดาของวัฒนธรรมเอเชียสู่สายตาชาวโลก ขณะที่เพลง “Vamos Al Mundial” ตอบโจทย์รากเหง้าความสนุกสนานแบบดั้งเดิมของกีฬาลูกหนังที่ไม่ว่าจะจัดที่ไหนในโลก จิตวิญญาณความคึกคักแบบละตินก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้
เวลาผ่านพ้นไปยาวนานกว่าสองทศวรรษ เสียงนกหวีดในสนามนัดชิงชนะเลิศที่โยโกฮามาอาจจะเงียบลงไปนานแล้ว ภาพความสำเร็จของทีมนักเตะบราซิลหรือความยิ่งใหญ่ของเกาหลีใต้กลายเป็นภาพวิดีโอความคมชัดต่ำในคลังประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่ท่วงทำนองของทั้งสามบทเพลงนี้ถูกเปิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องทรงพลังของอนาสตาเซีย ทำนองดนตรีพื้นบ้านผสมป๊อปของกลุ่มศิลปินเกาหลี-ญี่ปุ่น หรือจังหวะขยับแข้งขาภาษาสเปนของเจนนิเฟอร์ เพนญ่า มนต์เสน่ห์แห่งความทรงจำในปี 2002 จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอย่างมีชีวิตชีวาทันที มันเป็นสิ่งเตือนใจให้ระลึกถึงช่วงเวลาที่โลกทั้งใบถูกเชื่อมกันไว้ด้วยลูกฟุตบอลกลม ๆ และเสียงดนตรีที่ไร้พรมแดน ช่วงเวลาที่เอเชียได้ประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถสร้างปาฏิหาริย์และความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้แก่มวลมนุษยชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี และนั่นคือมนต์เพลงฟุตบอลโลก 2002 ที่จะยังคงบรรเลงอยู่ในใจของแฟนบอลตราบนานเท่านาน