ความพิเศษของ ITALIA’90

คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
เพลงฟุตบอลโลกที่โด่งดังที่สุด คงหนีไม่พ้น To Be Number One เพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศอิตาลี ปี ค.ศ.1990
เหตุผลที่ทำให้ To Be Number One โด่งดังที่สุด และถือเป็นการเปิดศักราชเพลงบอลโลกเข้าสู่การรับรู้ของผู้คนในวงกว้างก็คือ ท่วงทำนอง POP-ROCK ร่วมสมัย ไม่ผูกติดอยู่กับพื้นที่หรือชนชาติเฉกเช่นเพลงบอลโลกที่ผ่านมา
To Be Number One หรือ Un’estate italiana ในเวอร์ชั่นภาษาอิตาลี ประพันธ์โดย Edoardo Bennato Giorgio Moroder Gianna Nannini และ Tom Whitlock ขับร้องโดย คณะนักร้องภายใต้รหัส Giorgio Moroder Project อันประกอบไปด้วย Edoardo Bennato Gianna Nannini และ Giorgio Moroder หัวหน้าวง
อานิสงของ To Be Number One ยังส่งไปถึงเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ.1994
มนต์เพลงบอลโลก ITALIA’90: ทำนองแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันจางหาย
มนต์เสน่ห์ของฟุตบอลโลกปี 1990 ที่ประเทศอิตาลี หรือที่แฟนบอลทั่วโลกเรียกขานกันติดปากว่าITALIA’90 นั้น ไม่ได้ถูกจารึกไว้เพียงแค่ความตื่นตาตื่นใจของเกมลูกหนังบนผืนหญ้า ช็อตเซฟมหัศจรรย์ หรือหยาดน้ำตาของเหล่านักเตะระดับตำนานที่หลั่งชโลมสนามแข่งขันเท่านั้น หากแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงก้องกังวานอย่างทรงพลังและฝังลึกอยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ คือท่วงทำนองของบทเพลงประจำการแข่งขันอย่าง “To Be Number One” หรือในเวอร์ชั่นภาษาอิตาลีอันนุ่มลึกและดุดันที่ชื่อว่า “Un’estate italiana” ซึ่งได้รับการยกย่องจากแฟนบอล นักวิจารณ์ดนตรี และคอฬีกาทั่วทุกมุมโลกให้เป็นเพลงฟุตบอลโลกที่โด่งดัง มีอิทธิพล และคลาสสิกที่สุดตลอดกาลอย่างไม่มีข้อกังขา
เหตุผลสำคัญที่ทำให้มนต์เพลงชิ้นนี้สามารถก้าวข้ามกาลเวลาและเปิดศักราชใหม่ให้กับการรับรู้ของผู้คนในวงกว้างได้อย่างน่าอัศจรรย์ คือการทลายกรอบเดิม ๆ ของเพลงมหกรรมกีฬาในอดีตอย่างสิ้นเชิง ยุคก่อนหน้านั้น เพลงฟุตบอลโลกมักจะเน้นจังหวะมาร์ชสไตล์ดั้งเดิม หรือเพลงพื้นบ้านที่จำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่ม แต่ ITALIA’90 เลือกที่จะฉีกกรอบเหล่านั้นด้วยการหยิบนำท่วงทำนองสไตล์ POP-ROCK ร่วมสมัย มารังสรรค์ขึ้นใหม่ เมโลดี้ที่ติดหูตั้งแต่โน้ตแรก ไลน์กีตาร์ที่ทรงพลัง และจังหวะที่ปลุกเร้าอารมณ์ไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับพื้นถิ่น หรือจำกัดกรอบทางวัฒนธรรมของชนชาติใดชนชาติหนึ่งเหมือนในยุคก่อนหน้า แต่มันถูกออกแบบมาให้เป็นภาษาดนตรีสากลที่สามารถเข้าถึงหัวใจ และสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ได้อย่างไร้พรมแดน
เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบนี้ เกิดจากการผสานพลังสร้างสรรค์ของสุดยอดฝีมือแห่งยุคที่โคจรมาร่วมงานกัน โดยบทเพลงนี้ถูกประพันธ์ขึ้นจากการระดมสมองและจิตวิญญาณของ Edoardo Bennato, Giorgio Moroder, Gianna Nannini และ Tom Whitlock ก่อนจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยแพสชันอันแรงกล้าของคณะนักร้องภายใต้รหัส Giorgio Moroder Project ซึ่งนำทีมโดย Giorgio Moroder หัวหน้าวงผู้เป็นเจ้าพ่อเพลงอิเล็กทรอนิกส์และซาวด์แทร็กระดับตำนานของโลก ร่วมด้วย Edoardo Bennato และ Gianna Nannini สองศิลปินร็อคชาวอิตาเลียนที่ฝากเสียงร้องแหบเสน่ห์อันทรงพลังและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ จนทำให้เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงประกอบทัวร์นาเมนต์ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความฝัน และความทะเยอทะยานของมวลมนุษยชาติที่แสวงหาความเป็นหนึ่ง
ความยิ่งใหญ่ของเพลงนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชาร์ตเพลงหรือในสนามแข่งขันช่วงปี 1990 เท่านั้น แต่กระแสความคลั่งไคล้และอานิสงส์ความสำเร็จอันถล่มทลายของ To Be Number One ยังกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ปฏิวัติวงการดนตรีและกีฬาไปพร้อมกัน มันไม่เพียงแต่ทำให้ทัวร์นาเมนต์ที่อิตาลีกลายเป็นความทรงจำที่งดงามและโรแมนติกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ (New Benchmark) ที่สูงลิบลิ่ว และส่งอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อไปถึงการโปรดักชันเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในครั้งถัดมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาปี 1994 รวมถึงทัวร์นาเมนต์ต่อ ๆ มา ที่ต้องพยายามยกระดับความยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณของเพลงให้เทียบเท่ากับสิ่งที่อิตาลีเคยทำไว้
เมื่อใดก็ตามที่เสียงกลองชุดแรกเริ่มรัวและไลน์กีตาร์โปร่งของเพลงนี้ดังขึ้น ภาพของสนามซานซีโร ภาพการทำประตูของซัลวาตอเร สกิลลาชี หรือภาพหยาดเหงื่อและความทุ่มเทของเหล่ายอดขุนพลลูกหนังในยุคนั้นจะฉายชัดขึ้นมาในใจของแฟนบอลทันที มนต์เพลงบอลโลกจากปี 1990 จึงไม่ได้เป็นแค่เพลงมาร์ชเชียร์กีฬาธรรมดาที่เปิดแล้วผ่านไป หากแต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมชิ้นเอกที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ดนตรีที่ยอดเยี่ยมและฟุตบอลที่ทรงพลัง สามารถหลอมรวมโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างแท้จริง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผ่านไปกี่ทศวรรษ มนต์เสน่ห์ของ ITALIA’90 ก็ยังคงไม่เคยเสื่อมคลาย