Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

FRANCE’98 เมื่อท่วงทำนองของลูกหนังสั่นสะเทือนคนทั้งโลก!

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

บอลโลกครั้งนี้ กลับมาจัดกันที่ยุโรปอีกครั้งคือที่ “ฝรั่งเศส” ในปี ค.ศ.1998

คราวนี้ ดูเหมือนว่าอัลบั้มเพลงฟุตบอลโลกจะจัดเต็มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีมากถึง 4 เพลงด้วยกัน อันประกอบไปด้วย La Cour des Grands ขับร้องโดยศิลปินระดับตำนาน Youssou N’Dour ของเซเนกัล

Carnaval de Paris ขับร้องโดย Dario G ศิลปินชาวอังกฤษ Together Now ขับร้องโดยJean Michel Jarre ศิลปินชาวฝรั่งเศส และ Tetsuya Komuro ศิลปินชาวญี่ปุ่น และที่พลาดไม่ได้ก็คือ La Copa de la Vida ขับร้องโดย Ricky Martin ศิลปินชาวปอร์โตริโก

เมื่อเสียงเพลงดังกว่าเสียงเชียร์ พลิกตำนาน บทเพลงประวัติศาสตร์ “บอลโลก 1998

หากเราจะย้อนเวลากลับไปหาฟุตบอลโลกครั้งที่ถูกยกย่องว่าสมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่ของเกมกีฬา วัฒนธรรม แฟชั่น และความทรงจำ เชื่อว่าหมุดหมายของแฟนบอลทั่วโลกย่อมพุ่งตรงไปที่ FRANCE’98 หรือ FIFA World Cup 1998

ทัวร์นาเมนต์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแจ้งเกิดของยอดนักเตะระดับตำนาน หรือภาพจำของเจ้าภาพตราไก่ที่ชูถ้วยแชมป์โลกในบ้านตัวเองเท่านั้น

สิ่งหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางวัฒนธรรมไปทั่วทุกมุมโลก และกลายเป็น “มรดกทางดนตรี” ที่ไม่มีฟุตบอลโลกครั้งไหนเลียนแบบได้

นั่นก็คือ การสร้างสรรค์อัลบั้มเพลงประจำการแข่งขัน ที่ในครั้งนั้นเรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม สลัดภาพจำเดิมๆ ของเพลงเชียร์กีฬาในอดีต แล้วเปลี่ยนให้บทเพลงลูกหนังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อประดับสากลอย่างแท้จริง

โดยทาง FIFA ได้ระดมขุนพลคนดนตรีจากหลากหลายทวีปมาร่วมถ่ายทอดดีเอ็นเอของลูกหนังผ่าน 4 เพลงหมัดเด็ดที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มต้นกันด้วยเพลง La Cour des Grands (Do You Mind If I Play) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพลงประจำการแข่งขันอย่างเป็นทางการ หรือ Official Anthem บทเพลงนี้เป็นการโคจรมาพบกันของสองขั้วดนตรีที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ระหว่าง Youssou N’Dour ศิลปินระดับตำนานผู้เป็นความภาคภูมิใจของเซเนกัลและทวีปแอฟริกา ผสานเสียงร้องเข้ากับ Axelle Red ศิลปินสาวชื่อดังชาวเบลเยียม

ตัวเพลงนำเสนอท่วงทำนองที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี เป็นการเปิดประตูต้อนรับยอดฝีมือจากทั่วโลกเข้าสู่ลานประลองอันศักดิ์สิทธิ์ เนื้อหาและจังหวะดนตรีเป็นการผสมผสานเสียงกลองอันทรงพลังตามแบบฉบับแอฟริกันเข้ากับความนุ่มนวลและเมโลดี้ที่งดงามของป๊อปฝั่งยุโรป มันจึงไม่ใช่แค่เพลงเชียร์ฟุตบอล แต่เป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงการทลายกำแพงเชื้อชาติ และการเฉลิมฉลองมิตรภาพของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ขยับความสนุกสนานขึ้นมาอีกระดับกับเพลง Carnaval de Paris ของกลุ่มศิลปินและโปรดิวเซอร์แนวแดนซ์ชาวอังกฤษอย่าง Dario G เพลงนี้แทบจะไม่มีเนื้อร้องเป็นคำพูดเลยด้วยซ้ำ แต่ความอัจฉริยะของผู้สร้างสรรค์คือการหยิบเอาท่วงทำนองของเครื่องเป่าและจังหวะของเทศกาลคาร์นิวัลมาเรียบเรียงใหม่ให้มีความทันสมัย สนุกสนาน และเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกอย่างมหาศาล เสียงโฟล์กซองและเครื่องเป่าที่สอดประสานกันในเพลงนี้ กลายเป็นมนต์สะกดที่ทำให้แฟนบอลในสนามแอร์เบลาส์ หรือสตาดเดอฟร็องส์ ในเวลานั้น พร้อมใจกันกระโดดโลดเต้นและฮัมเพลงตามได้อย่างง่ายดาย และด้วยความติดหูระดับร้อยเปอร์เซ็นต์นี้เอง ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงบรรเลงคลาสสิกที่ถูกเปิดในสนามฟุตบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้ยิน เสียงเชียร์และภาพความสนุกสนานของบรรดาแฟนบอลหลากสีสันจะลอยเด่นขึ้นมาทันที

ความน่าสนใจของมหกรรมลูกหนังที่ฝรั่งเศสครั้งนี้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะพวกเขายังมองการณ์ไกลไปถึงโลกอนาคต สะท้อนออกมาผ่านเพลง Together Now ซึ่งเป็นการร่วมงานครั้งประวัติศาสตร์ของซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก โดยได้ Jean Michel Jarre พ่อมดแห่งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับปรมาจารย์ของฝรั่งเศส มาร่วมระเบิดไอเดียกับ Tetsuya Komuro โปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงระดับมาสเตอร์พีซผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่นในยุค 90s ผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงเทคโน-ป๊อปที่ล้ำสมัย เต็มไปด้วยเสียงสังเคราะห์ที่ตื่นตาตื่นใจ ซึ่งตัวเพลงไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงวัฒนธรรมดนตรีของสองทวีปเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงสัญลักษณ์เชิงสเปกตรัมที่สื่อถึงเทคโนโลยี ความเป็นหนึ่งเดียว และการก้าวข้ามผ่านสหัสวรรษเก่าไปสู่อนาคตยุคมิลเลนเนียมที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

และแน่นอนว่า หากจะพูดถึงบทเพลงที่เป็นที่สุดแห่งความทรงจำ เป็น icon ตลอดกาล และเป็นเพลงที่เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการเพลงฟุตบอลโลกไปตลอดกาล ย่อมไม่มีเพลงไหนเทียบเคียง La Copa de la Vida หรือในภาคภาษาอังกฤษคือ The Cup of Life ขับร้องโดย Ricky Martin ศิลปินหนุ่มเสน่ห์แรงชาวปวยร์โตริโก บทเพลงนี้คือการระเบิดพลังของดนตรีละตินป๊อปที่ผสมผสานจังหวะแซมบ้าและสกาได้อย่างดุดัน ร้อนแรง และเซ็กซี่ ท่อนฮุกทรงพลังที่ร้องว่า “Go, go, go! Ale, ale, ale!” กลายเป็นคำอุทานและเสียงตะโกนที่คนทั้งโลกคุ้นเคยภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

เพลงนี้ไม่เพียงแต่จะจุดระเบิดให้ทัวร์นาเมนต์ “ฟุตบอลโลก 1998” ลุกเป็นไฟด้วยความมันส์ แต่ยังสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการดนตรีโลก ส่งให้ Ricky Martin กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าระดับสากล และที่สำคัญที่สุด มันได้กลายเป็นต้นแบบหรือบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้เพลงฟุตบอลโลกในยุคต่อๆ มาต้องเน้นความอัพบีต ความสนุกสนาน และความเข้าถึงง่ายแบบนี้

แม้ว่าเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปนานหลายทศวรรษ ลูกฟุตบอลรุ่นใหม่อาจจะถูกพัฒนาไปไกล เทคโนโลยีตัดสินอาจจะล้ำหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อใดที่ท่วงทำนองอันคุ้นเคยของทั้ง 4 บทเพลงนี้ดังขึ้น ภาพความทรงจำอันงดงามของลูกบอล Tricolore หญ้าเขียวขจีที่ตัดกับอัฒจันทร์สีน้ำเงินขาวแดง และบรรยากาศแห่งความสุข มิตรภาพ ความสมหวัง และคราบน้ำตาในปี 1998 จะยังคงฉายชัดอยู่ในใจของแฟนบอลและคนรักดนตรีทั่วโลกอย่างไม่มีวันลบเลือน

นี่คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า เสียงเพลง และลูกฟุตบอล คือภาษาสากลที่สามารถเชื่อมโยงหัวใจของคนทั้งโลกให้เต้นเป็นจังหวะเดียวกันได้อย่างมหัศจรรย์ ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “มนต์เพลงบอลโลก” อันเป็นนิรันดร์

Post a comment

twenty − four =