Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

เสียงกลองแห่งแอฟริกา ท่วงทำนองของมวลมนุษยชาติ: บทวิจารณ์อัลบั้ม Listen Up! (2010)

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

Listen Up! The Official FIFA World Cup Album อัลบั้มเพลงบอลโลกปี ค.ศ.2010 ที่แอฟริกาใต้ มีเพลงเด่นอย่าง Waka Waka ขับร้องโดย Shakira ร่วมกับ Freshlygroundและ Wavin’ Flag ขับร้องโดย K’Naan

มนต์เพลงบอลโลก “แอฟริกาใต้” 2010

ดนตรีและกีฬามักทำหน้าที่เป็นภาษากลางที่ทรงพลังที่สุด

2 สิ่งบนโลกใบนี้ เมื่อพวกมันมาบรรจบกันในมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่เพียงความบันเทิงชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการบันทึกประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของยุคสมัยลงไปในร่องเสียง

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก เพราะนี่คือครั้งแรกที่ดินแดนทวีปแอฟริกาอันเต็มไปด้วยเรื่องราว ความหลากหลาย และท่วงทำนองดนตรีที่เข้มข้น ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอัลบั้มเพลงอย่างเป็นทางการประจำเป็นทัวร์นาเมนต์นี้จึงไม่ใช่การสร้างเพลงฮิตที่ติดหูคนฟังทั่วโลกแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการแสดงให้อนาคตได้เห็นว่า พลังสร้างสรรค์ของแอฟริกานั้นมีพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่เพียงใด

และอัลบั้ม Listen Up! The Official FIFA World Cup Album ก็คือคำตอบที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเสียงสะท้อนแห่งความหวังของคนทั้งโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

หากพิจารณาถึงโครงสร้างโดยรวมของอัลบั้มนี้ สิ่งที่โดดเด่นออกมาเป็นอันดับแรกคือความพยายามอย่างยิ่งยวดในการหลอมรวมความเป็นสากลเข้ากับอัตลักษณ์อันเข้มข้นของแอฟริกา

ท่วงทำนองที่พึ่งพาจังหวะกลองพื้นเมือง เสียงประสานที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก และการเลือกใช้เครื่องดนตรีประเภทเป่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถูกนำมาจัดวางให้อยู่ในโครงสร้างของเพลงป๊อป เพลงฮิปฮอป และเพลงแดนซ์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นการทลายกำแพงความแปลกแยกของดนตรีชาติพันธุ์เพื่อให้คนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเอาศิลปินระดับโลกมาทำงานร่วมกับศิลปินท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่แค่การดึงคนมีชื่อเสียงมาร่วมงานเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินแอฟริกันได้แสดงทักษะ ดนตรี และจิตวิญญาณของพวกเขาออกมาให้โลกได้เห็นอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงอัลบั้มนี้ เพลงที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เลยและได้กลายเป็นหนึ่งในเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลก็คือ Waka Waka (This Time for Africa) ขับร้องโดย ชากีรา (Shakira) ศิลปินสาวชาวโคลอมเบียผู้มีน้ำเสียงและสไตล์การเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ ร่วมกับ เฟรชลีเกรานด์ (Freshlyground) วงดนตรีแนวแอฟโฟร-ป๊อปจากแอฟริกาใต้

เพลงนี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการเดินทางข้ามวัฒนธรรม เพราะท่อนแยกอันโด่งดังที่ร้องว่า “ซามินามินา ซังกาลีวา” นั้น ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองยอดนิยมของกองทัพแคเมอรูนในช่วงทศวรรษที่1980 ชากีราสามารถนำเอาพลังงานอันล้นเหลือของเธอมาผสมผสานกับเสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองและจังหวะกลองที่เร่งเร้าได้อย่างน่าทึ่ง

เสียงร้องของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความมั่นใจ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับปรัชญาของกีฬาฟุตบอลที่ว่าด้วยการต่อสู้ การลุกขึ้นสู้ใหม่หลังจากความล้มเหลว และการทุ่มเททำตามความฝันในวินาทีสุดท้าย

ขณะเดียวกัน เสียงประสานและเครื่องดนตรีจากวงเฟรชลีเกรานด์ก็ช่วยเติมเต็มความรู้สึกที่แท้จริงของแอฟริกาเข้าไป ทำให้เพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลงป๊อปตะวันตกที่มาหยิบยืมวัฒนธรรมแอฟริกันไปใช้ แต่เป็นเพลงที่เกิดจากการเฉลิมฉลองร่วมกันอย่างแท้จริง

มิวสิกวิดีโอและเนื้อหาของเพลงที่เน้นย้ำถึงความสามัคคีและการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวทำให้ Waka Waka ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงธีมของการแข่งขัน แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนยังคงจดจำและเปิดเต้นตามได้แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี

อีกหนึ่งบทเพลงที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับหัวใจของผู้ฟังในอัลบั้มนี้ แม้ว่าในทางเทคนิคแล้วจะเริ่มต้นจากการเป็นเพลงส่งเสริมการขาย แต่ก็ถูกยกย่องให้เป็นเพลงจำลองจิตวิญญาณฟุตบอลโลกปี 2010ได้ดีที่สุดเพลงหนึ่งคือ Wavin’ Flag ขับร้องโดย เคนาอัน (K’Naan) ศิลปินชาวโซมาลี-แคนาดา

เพลงนี้ในเวอร์ชันฟุตบอลโลกถูกปรับแต่งทำนองใหม่ให้มีความเป็นเฉลิมฉลองและมีความสุขมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยสูญหายไปเลยคือแก่นแท้ของเนื้อหาที่พูดถึงเสรีภาพ ความหวัง และการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ดนตรีเริ่มต้นด้วยเสียงกลองที่เปรียบเสมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ ก่อนจะขยายตัวขึ้นเป็นท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและการโบกสะบัดของธงชาติ

เสียงร้องของเคนาอันมีทั้งความนุ่มนวลและความจริงจัง เขาสื่อสารข้อความของการเป็นผู้ชนะที่ไม่ใช่แค่ในสนามฟุตบอล แต่เป็นผู้ชนะในการข้ามผ่านอุปสรรคของชีวิต

ความพิเศษของเพลงนี้คือความสามารถในการสร้างอารมณ์ร่วมที่ยิ่งใหญ่ ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกอยากจะยืนขึ้น ชูมือขึ้นฟ้า และเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ร่วมกัน มันคือเพลงที่ก้าวข้ามผ่านความเป็นชาตินิยม สู่ความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ ซึ่งตอบโจทย์อุดมคติสูงสุดของฟุตบอลโลกได้อย่างไร้ที่ติ

นอกเหนือจาก 2 เพลงนี้ เพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม Listen Up! ก็ยังทำหน้าที่สำรวจความหลากหลายของสุ้มเสียงในทวีปนี้ได้อย่างน่าสนใจ

เช่น ศิลปินระดับตำนานอย่าง อาร์. เคลลี (R. Kelly) ในเพลง Sign of a Victory ร่วมกับคณะประสานเสียง โซเวโต กอสเปล ชัวร์ (Soweto Gospel Choir) ซึ่งนำเสนอเพลงในรูปแบบที่มีความเคร่งขรึม ศักดิ์สิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยพลังของการขับขานแบบโบสถ์คริสต์สไตล์แอฟริกัน

เพลงนี้ทำหน้าที่เหมือนบทสวดเปิดการแข่งขันที่เตือนใจให้เห็นถึงความงดงามของการเดินทาง ความอดทน และชัยชนะที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อ เสียงประสานของคณะนักร้องประสานเสียงโซเวโตช่วยยกระดับให้เพลงนี้มีความลึกซึ้งและทรงพลังอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นถึงรากเหง้าของดนตรีแอฟริกันที่มีอิทธิพลต่อดนตรีบลูส์ ดนตรีโซล และดนตรีป๊อปของโลกตะวันตกในปัจจุบัน เป็นการรำลึกและเชิดชูรากเหง้าที่สมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ทำให้อัลบั้มชุดนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากอัลบั้มฟุตบอลโลกชุดอื่นๆ ในอดีต คือการที่มันไม่ได้พยายามจะยัดเยียดดนตรีป๊อปอเมริกันหรือยุโรปสายหลักให้ครอบงำดนตรีท้องถิ่น แต่เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

เราจะได้ยินเสียงของความทันสมัยในรูปแบบแอฟริกัน-โมเดิร์นที่มีชีวิตชีวา การผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเครื่องเคาะจังหวะแบบดั้งเดิมทำให้เกิดมิติใหม่ของการฟังเพลง ทัศนคติของศิลปินต่างชาติที่มาร่วมงานในอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงความเคารพในวัฒนธรรมเจ้าภาพ

พวกเขาไม่ได้มาเพื่อแสดงความเป็นผู้นำทางดนตรี แต่มาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีขนาดใหญ่ที่มีแอฟริกาใต้เป็นผู้นำวง ความรู้สึกที่เป็นมิตรและความสนุกสนานที่ไม่มีการปรุงแต่งนี้สามารถสัมผัสได้ในทุกๆ แทร็กของอัลบั้ม

จุดเด่นที่สุดของอัลบั้มนี้คือความสม่ำเสมอในแง่ของอารมณ์และความรู้สึกครับ

เพราะทุกเพลงในอัลบั้ม ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยธีมของความสุข การเฉลิมฉลอง และความหวัง ไม่มีพื้นที่สำหรับความโศกเศร้าหรือความหม่นหมอง ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศภายในสนามแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2010 ที่เต็มไปด้วยเสียงเป่าแตรวูวูเซลา (Vuvuzela) อันเป็นเอกลักษณ์

แม้ว่าในแง่ของนักวิจารณ์ดนตรีบางสำนัก อาจมองว่า บางบทเพลงในอัลบั้มมีความเป็นสูตรสำเร็จของเพลงป๊อปมากเกินไป หรือมีการใช้โครงสร้างคอร์ดที่เรียบง่ายเดาทางได้ง่าย

ทว่า เมื่อมองในบริบทของการแข่งขันกีฬาระดับโลก ความเรียบง่ายและความสามารถในการเข้าถึงคนหมู่มากต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ

เพราะเพลงฟุตบอลโลกที่ดีไม่จำเป็นต้องมีความซับซ้อนในเชิงทฤษฎีดนตรีที่สูงส่ง แต่ต้องเป็นเพลงที่ทุกคนสามารถร้องตามและโยกย้ายส่ายสะโพกไปพร้อมกันได้ ซึ่งอัลบั้มนี้ทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างไร้ข้อกังขา

เมื่อเวลาผ่านไปและเรามองย้อนกลับไปที่อัลบั้ม Listen Up! The Official FIFA World Cup Album ในบริบทของประวัติศาสตร์ดนตรี เราจะพบว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าที่ระลึกจากการแข่งขันกีฬา แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของดนตรีในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการรับรู้

เนื่องจากที่ผ่านมา ดนตรีแอฟริกันมักถูกมองจากคนภายนอกด้วยความเข้าใจที่จำกัดว่าเป็นเรื่องของดนตรีดั้งเดิมหรือพิธีกรรมโบราณ แต่อัลบั้มนี้ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ดนตรีแอฟริกันมีความร่วมสมัย มีพลังงานที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพลงระดับโลก และมีความสามารถในการสร้างความบันเทิงในระดับสูงสุด

อันดับเพลง Waka Waka และ Wavin’ Flag ในชาร์ตเพลงทั่วโลกคือข้อพิสูจน์ว่า เมื่อเมโลดี้ที่งดงามมาเจอกับจังหวะจะโคนที่ลงตัว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหนก็พร้อมที่จะเต้นรำไปพร้อมกัน

ท้ายที่สุด Listen Up! The Official FIFA World Cup Album คือหนึ่งในอัลบั้มเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดและมีความเป็นเอกภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์

งานชุดนี้ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ 2 ประการพร้อมกัน นั่นคือการสร้างความบันเทิงระดับมหาชน และการเชิดชูวัฒนธรรมของทวีปเจ้าภาพได้อย่างสมเกียรติ

ทุกครั้งที่เสียงกลองและท่วงทำนองจากอัลบั้มนี้ดังขึ้น มันไม่เพียงแต่จะทำให้เรานึกถึงภาพความทรงจำของลูกฟุตบอลที่กลิ้งอยู่บนผืนหญ้าในแอฟริกาใต้ หรือภาพของผู้คนเรือนแสนที่มารวมตัวกันด้วยความรักในสิ่งเดียวกันเท่านั้น

แต่มันยังได้ทำหน้าที่ย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะมาจากที่ใด มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาที่โลกต้องการความเป็นหนึ่งเดียว ดนตรีและกีฬาจะพร้อมทำหน้าที่ประสานรอยร้าวและพาเราก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันเสมอ 

ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกันที่มีเสียงเพลงแห่งแอฟริกาคอยขับขานนำทางตราบจนทุกวันนี้

Post a comment

nineteen − 6 =