Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

“มนต์เพลงบอลโลก” 2018 ท่วงทำนองแห่งความหวังและพลังทางวัฒนธรรม

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

“เพลงบอลโลก” ปี ค.ศ.2018 มีอัลบั้มอย่างเป็นทางการคือ FIFA World Cup Russia Official Album ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย

เพลงเด่นอย่าง Live It Up ขับร้องโดย Nicky Jam ร่วมกับ Will Smith และ Era Istrefiรวมถึง Colors ขับร้องโดย Jason Derulo, Maluma และ Qurat-ul-Ain Balouch

นอกจากนี้ยังมี Positivo ขับร้องโดย J Balvin และ Michael Brun และ United by Loveขับร้องโดย Natalia Oreiro รวมถึง Komanda 2018 ขับร้องโดย Polina Gagarina ร่วมกับ Egor Kreed และ DJ Smash

เมื่อพูดถึงฟุตบอลโลก 2018 ภาพของสนามแข่งขันที่ทันสมัย สถาปัตยกรรมรัสเซียอันอลังการ และความตื่นเต้นของแฟนบอลทั่วโลกจะพรั่งพรูเข้ามาในความทรงจำทันที

แต่สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยในการเติมเต็มภาพจำเหล่านั้นให้สมบูรณ์ คือท่วงทำนองของ “มนต์เพลงบอลโลก”

บทเพลงหลักประจำทัวร์นาเมนต์อย่างเพลง Live It Up ซึ่งถือเป็นเพลงอย่างเป็นทางการหรือ Official Song ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด เพลงนี้เป็นการผสมผสานตัวตนของศิลปินระดับโลกจากสามสัญชาติ สามสไตล์ดนตรีมารวมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

นำโดย นิกกี้ แจม ศิลปินแนวเร็กเก้แร็ปชื่อดังชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโก ร่วมด้วย วิลล์ สมิธ นักแสดงและศิลปินฮิปฮอประดับตำนานชาวอเมริกัน และ เอรา อิสเตรฟี นักร้องสาวเสียงทรงพลังจากคอโซโว การโคจรมาพบกันของพวกเขาทั้งสามคนภายใต้การดูแลของโปรดิวเซอร์ระดับโลกอย่าง ดิพโล

Live It Up เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ทันสมัย และเปี่ยมไปด้วยพลังขับเคลื่อนที่กระตุ้นให้ผู้ฟังรู้สึกอยากขยับร่างกาย

เนื้อหาของเพลงมุ่งเน้นไปที่การเฉลิมฉลองชีวิต การใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกวินาที และการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิญญาณของฟุตบอลโลกที่ต้องการให้ทุกคนลืมความแตกต่าง แล้วมาสนุกร่วมกันในงานเทศกาลนี้

ท่วงทำนองที่มีกลิ่นอายของดนตรีสกา แร็ป และละตินป็อป ผสมผสานกับเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละคน ทำให้เพลงนี้ทำหน้าที่สร้างความฮึกเหิมในสนามแข่งขันและในหมู่แฟนบอลได้อย่างยอดเยี่ยม มันกลายเป็นทำนองที่ก้องกังวานอยู่ในหัวของทุกคนตั้งแต่นัดเปิดสนามไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากเพลงหลักอย่างเป็นทางการแล้ว มนต์เสน่ห์ดนตรีของฟุตบอลโลก 2018 ยังถูกแต่งแต้มด้วยสีสันอันฉูดฉาดจากเพลง Colors ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพลงสรรเสริญอย่างเป็นทางการของโคคา-โคล่า สำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ ขับร้องโดย เจสัน เดอรูโล ศิลปินอาร์แอนด์บีและป็อปชื่อดังชาวอเมริกัน

เพลง Colors ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารแนวคิดเรื่องความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

เนื้อหาของเพลงพูดถึงการเฉลิมฉลองในความแตกต่างของธงชาติแต่ละผืน สีผิวแต่ละสี และวัฒนธรรมแต่ละแบบ โดยมองว่าความแตกต่างเหล่านั้นคือสีสันที่สวยงามเมื่อมารวมกันในงานฟุตบอลโลก

สิ่งที่ทำให้เพลง Colors มีความพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การเปิดโอกาสให้เกิดการดัดแปลงและร่วมงานกับศิลปินจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์เวอร์ชันที่ตอบโจทย์แฟนบอลในแต่ละท้องถิ่น

หนึ่งในเวอร์ชันที่โดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างสูงคือเวอร์ชันที่ได้ มาลูมา ศิลปินซูเปอร์สตาร์ชาวโคลอมเบีย มาร่วมใส่เนื้อร้องภาษาสเปนและท่วงทำนองละตินอันเย้ายวนใจ ทำให้เพลงนี้มีมิติของความสนุกสนานในแบบอเมริกาใต้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชันที่ได้ คูรัต-อุล-ไอน์ บาลูช นักร้องสาวชาวปากีสถาน มาร่วมถ่ายทอดเสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมตะวันออก

การผสมผสานเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ Colors กลายเป็นเพลงบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรายอมรับและเฉลิมฉลองในความแตกต่างอย่างแท้จริง ผ่านเสียงดนตรีที่ติดหูและจังหวะที่กระตุ้นความกระปรี้กระเปร่าได้อย่างน่าอัศจรรย์

กระแสความนิยมของดนตรีสไตล์ละตินในช่วงปี 2018 ถือว่าอยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองและทรงอิทธิพลต่อวงการเพลงโลกอย่างมาก

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ในอัลบั้มทางการของฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีการบรรจุเพลงที่มีกลิ่นอายละตินอันร้อนแรงเอาไว้อีกหลายบทเพลง

หนึ่งในนั้นคือเพลง Positivo ซึ่งเป็นการร่วมงานกันระหว่าง เจ บัลวิน ศิลปินเรเกตอนชาวโคลอมเบียผู้ทรงอิทธิพลในระดับสากล กับ ไมเคิล บรูน ดีเจและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวเฮติ

เพลงนี้เต็มไปด้วยพลังงานทางดนตรีที่ระเบิดออกมาผ่านจังหวะกลองที่หนักหน่วงและการเรียบเรียงเสียงประสานที่มีความสดใหม่

คำว่า Positivo แปลว่า “เชิงบวก” ซึ่งเนื้อหาของเพลงเน้นย้ำถึงการคิดบวก ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักฟุตบอลทุกคนต้องมีเมื่อก้าวเท้าลงสู่สนามแข่งขัน รวมถึงแฟนบอลที่ต้องส่งพลังใจไปช่วยทีมรัก

ดนตรีของเพลงนี้สามารถสร้างความคึกคักและจุดไฟในตัวผู้ฟังให้ลุกโชนได้อย่างรวดเร็ว

กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่สถานีโทรทัศน์และคลื่นวิทยุนำไปใช้ประกอบการรายงานข่าวกีฬาและภาพไฮไลต์การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนั้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะมันสามารถสะท้อนภาพความมุ่งมั่นทุ่มเทและความตื่นเต้นเร้าใจของเกมกีฬาได้อย่างทรงพลังที่สุด

อีกหนึ่งบทเพลงที่สร้างความประทับใจและมีความเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณฟุตบอลโลกในอดีตอย่างลึกซึ้งคือเพลง United by Love ขับร้องโดย นาตาเลีย โอเรย์โร ศิลปินและนักแสดงสาวชาวอุรุกวัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากในประเทศรัสเซียและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก

ความพิเศษของเพลงนี้คือการเป็นเพลงที่ใช้ภาษาในการขับร้องถึงสามภาษา ได้แก่ ภาษาสเปน ภาษาอังกฤษ และภาษารัสเซีย

ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการพังทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ดนตรีของเพลง United by Love มีการผสมผสานระหว่างป็อปแดนซ์ร่วมสมัยกับเครื่องดนตรีพื้นเมืองของรัสเซีย เช่น บาลาไลกา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ความเป็นเจ้าภาพของประเทศรัสเซียได้อย่างเด่นชัด

เนื้อหาของเพลงมุ่งเน้นไปที่ความรัก ความสงบสุข และการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติผ่านภาษาสากลอย่างฟุตบอล

การที่นาตาเลีย โอเรย์โร สื่อสารเพลงนี้ออกมาด้วยรอยยิ้มและพลังงานที่สดใส ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่สร้างความอบอุ่นใจ และสะท้อนให้เห็นว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฟุตบอลโลกมอบให้เราก็คือมิตรภาพและความรักที่หลอมรวมทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน

ในฐานะที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ความเป็นอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของเจ้าบ้านย่อมต้องถูกนำเสนอผ่านเสียงดนตรีอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน

และเพลง Komanda 2018 หรือที่แปลว่า “ทีม 2018” ก็ได้ทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพลงนี้เป็นการรวมตัวของยอดฝีมือในวงการเพลงรัสเซีย นำโดย โพลินา กาการินา นักร้องสาวเสียงทรงพลังที่เป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของประเทศ

ร่วมด้วย เยกอร์ ครีด แร็ปเปอร์และป็อปสตาร์ขวัญใจวัยรุ่นชาวรัสเซีย และ ดีเจ สแมช โปรดิวเซอร์และดีเจดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง

เพลง Komanda 2018 เป็นเพลงป็อปแดนซ์ที่ผสมผสานท่อนแร็ปอันดุดันและท่อนฮุกที่ทรงพลังและติดหู เนื้อหาของเพลงปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการทำงานเป็นทีม ความเชื่อมั่นในความฝัน และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเตรียมตัวและความพร้อมของทีมชาติรัสเซียในทัวร์นาเมนต์นี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนชาวรัสเซียทุกคนในการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

การผสมผสานของภาษาดนตรีสมัยใหม่กับกลิ่นอายความเป็นรัสเซียในเพลงนี้ทำให้มันกลายเป็นเพลงฮิตที่เปิดกระหึ่มทั่วทุกหัวระแหงในประเทศรัสเซียตลอดช่วงเวลาการแข่งขัน และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางเสียงเพลงที่ทำให้ผู้คนจดจำภาพของฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้อย่างแม่นยำ

หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาภาพรวมของอัลบั้ม FIFA World Cup Russia Official Album และบทเพลงเด่นๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2018 เราจะพบว่า “มนต์เพลงบอลโลก” ในครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเพลงเพื่อให้คนมาเต้นรำหรือร้องตามได้ง่ายๆ เท่านั้น

แต่ดนตรีในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทำหน้าที่เป็นดั่งกระจกเงาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างน่าสนใจ

การดึงเอาศิลปินจากหลากหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก อเมริกาเหนือ หรือเอเชียใต้ มาร่วมงานกันในเพลงต่างๆ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ของวงการดนตรีโลกที่มุ่งเน้นความร่วมมือข้ามวัฒนธรรมและการทำลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

“มนต์เพลงบอลโลก” 2018 จึงมีความหลากหลายในแง่ของแนวเพลงและภาษาที่ใช้สูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ต้องการให้ฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกคนอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ท่วงทำนองจากบทเพลงเหล่านี้ยังทำหน้าที่สร้างมิติทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งให้กับความทรงจำในการดูฟุตบอลของแฟนบอลแต่ละคน

สำหรับหลายคน เสียงเบสและจังหวะบีตที่สนุกสนานของ Live It Up อาจจะทำให้นึกถึงความตื่นเต้นในเกมรอบแบ่งกลุ่มที่พลิกผันไปมา หรือความมหัศจรรย์ของทีมม้ามืดที่สร้างปาฏิหาริย์บนผืนหญ้า

ในขณะที่ท่วงทำนองอันอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวังของ Colors หรือ United by Love อาจทำให้นึกถึงภาพของแฟนบอลจากสองประเทศที่เคยเป็นคู่แข่งกันในสนาม แต่กลับมายืนกอดคอร้องเพลงและแลกเสื้อกันหลังจบเกม

เพราะความสวยงามของฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่แค่ที่ผลคะแนนบนสกอร์บอร์ด แต่อยู่ที่มิตรภาพและความรู้สึกร่วมที่เกิดขึ้นรอบๆ สนามแข่งขัน และเสียงเพลงนี่เองที่เป็นตัวบันทึกความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีหลังจากที่การแข่งขันสิ้นสุดลง ถ้วยรางวัลถูกส่งมอบ และสนามกีฬาเริ่มเงียบเหงาลง

แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำนองของเพลงเหล่านี้ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง มนต์เสน่ห์และความทรงจำอันสดใสของฟุตบอลโลกปี 2018 ก็จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกในใจของผู้ฟังในทันทีนั่นเองครับ

Post a comment

thirteen − six =