บทเพลงกลางลมหนาว 1978

คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
เสียงนกหวีดหมดเวลาของการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1978 อาจดังผ่านพ้นไปตามกาลเวลานานนับสิบปีแล้ว ทว่าท่วงทำนองที่ถูกถักทอขึ้นกลางกรุงบัวโนสไอเรสในฤดูหนาวปีนั้น กลับยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำของผู้คนทั่วโลกอย่างไม่ลืมเลือน
ฟุตบอลโลกครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ทัวร์นาเมนต์ที่เต็มไปด้วยความดุเดือด เทคนิคชั้นครู หรือการคว้าแชมป์โลกสมัยแรกของทีมชาติอาร์เจนตินาเท่านั้น แต่มันคือมหกรรมทางวัฒนธรรมที่ถูกโอบอุ้มด้วย “มนต์เพลง” อันทรงพลัง เพลงที่รังสรรค์โดยปรมาจารย์ระดับโลก ประสานเข้ากับเสียงดนตรีตามธรรมชาติจากอัฒจันทร์ที่กึกก้องด้วยความปรารถนาและหยาดน้ำตา จนเกิดเป็นท่วงทำนองชีวประวัติทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนฟุตบอลโลกครั้งใดในประวัติศาสตร์
หากจะเอ่ยถึงมนต์เพลงบอลโลก 1978 จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องยกให้กับบทเพลงอย่างเป็นทางการของศึกครั้งนี้ที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “El Mundial” ผลงานการประพันธ์ของ Ennio Morricone คีตกวีระดับตำนานชาวอิตาลี ผู้เคยฝากฝีมือไว้กับดนตรีประกอบภาพยนตร์แนวคาวบอยตะวันตกอันเป็นอมตะ มอร์ริโคเนไม่ได้สร้างสรรค์เพียงแค่เพลงมาร์ชกีฬาทั่วไป แต่เขาใช้ศาสตร์แห่งดนตรีคลาสสิกผสมผสานกับความยิ่งใหญ่ในสไตล์ออร์เคสตรา เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของเกมการแข่งขัน เสียงแตรวงที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างฮึกเหิม ตามด้วยเสียงเครื่องสายที่พลิ้วไหวและจังหวะกลองมาร์ชที่หนักแน่น ได้สร้างบรรยากาศอันทรงเกียรติ ยิ่งใหญ่ และมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างบอกไม่ถูก เพลงนี้ไม่มีเนื้อร้องที่ซับซ้อน มุ่งเน้นการใช้ท่วงทำนองขับเคลื่อนอารมณ์ ทำให้ข้ามผ่านกำแพงภาษาและเชื่อมโยงหัวใจของผู้ฟังทุกคนเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
ทว่ามนต์เสน่ห์ทางดนตรีของฟุตบอลโลก 1978 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสตูดิโออัดเสียงหรือบทเพลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพราะดนตรีที่แท้จริงและมีชีวิตที่สุดถูกบรรเลงขึ้นบนอัฒจันทร์ของสนามเอสตาดิโอ โมโนเมนตัล (Estadio Monumental)
เสียงโห่ร้องของแฟนบอลชาวอาร์เจนตินานับแสนคนคือวงออร์เคสตรากลางแจ้งที่เปี่ยมด้วยพลังมหาศาล เสียงบอมโบ (Bombo) หรือกลองใหญ่สไตล์อเมริกาใต้ถูกตีระรัวตามจังหวะหัวใจที่เต้นตึกตัก คลอไปกับเสียงแตรและนกหวีดที่ดังแทรกผ่านอากาศเย็นยะเยือก ภาพกระดาษชิ้นเล็กๆ นับล้านชิ้นหรือ “Papelitos” ที่ถูกโยนปลิวว่อนลงมาจากอัฒจันทร์ราวกับสายฝนสีขาวตัดกับผืนหญ้าสีเขียว กลายเป็นทัศนียภาพเชิงสัญลักษณ์ที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเสียงกระหึ่มของการโห่ร้องคำว่า “Ar-gen-ti-na!” ซึ่งกลายเป็นท่อนฮุกที่ก้องกังวานที่สุดในโลกในเวลานั้น
บริบททางสังคมและการเมืองในขณะนั้นยิ่งเพิ่มมิติอันซับซ้อนและทรงพลังให้กับมนต์เพลงบอลโลกครั้งนี้ อาร์เจนตินาในปี 1978 อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเผด็จการ บรรยากาศในประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความหวาดกลัว และความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้า ทว่าเมื่อเสียงเพลงฟุตบอลดังขึ้น ชั่วขณะนั้นดนตรีและลูกหนังได้กลายเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวของประชาชน เพลงเชียร์บนอัฒจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งกำลังใจให้เหล่านักเตะอย่าง มาริโอ เค็มเปส หรือ ดาเนียล พาสซาเรลลา เท่านั้น แต่มันคือการระบายความอัดอั้นปลดปล่อยความเจ็บปวด และการประกาศตัวตนของคนในชาติ มนต์เพลงบอลโลกจึงกลายเป็นเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่ร้อยรัดผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมนทางสังคมที่เข้าปกคลุม
ความพิเศษของมหาดุริยางค์ธรรมชาติในปี 1978 คือความสามารถในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ตามสถานการณ์ในระดับที่ไร้การซักซ้อม ในยามที่เกมการแข่งขันตึงเครียด เสียงดนตรีจากแฟนบอลจะแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันดันสั่นสะเทือนจังหวะก้าวของคู่แข่ง แต่เมื่อลูกฟุตบอลซุกเข้าสู่ก้นตาข่าย เสียงตะโกนเฮจะระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟลูกใหญ่ เป็นเสียงดนตรีแห่งความสุขบริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้ การสอดประสานระหว่างท่วงทำนองอันนุ่มนวลไพเราะของมอร์ริโคเนทางทีวีและวิทยุ ผสานเข้ากับเสียงคำรามแห่งความมุ่งมั่นบนอัฒจันทร์ ทำให้ฟุตบอลโลก 1978 มีบทเพลงที่มีมิติหลากหลาย ทั้งความสุข ความหวัง ความกดดัน และการเฉลิมฉลอง
เมื่อเดินทางมาถึงนัดชิงชนะเลิศระหว่างอาร์เจนตินาและฮอลแลนด์ บทเพลงแห่งความฝันก็เดินทางมาถึงท่อนพีคสูงสุด เสียงกระดาษฝนขาวที่ร่วงพรูลงมาประดุจฉากหิมะในเทพนิยาย เสียงกลองสแนร์และแตรวงเริ่มบรรเลงด้วยความฮึกเหิมตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม เมื่อเค็มเปสซัลโวประตูพาอาร์เจนตินาทะยานสู่นาทีแห่งประวัติศาสตร์ เสียงเชียร์กึกก้องชวนขนลุกได้ขยายตัวจนกลายเป็นท่วงทำนองที่กลบเสียงอื่นใดทั้งปวง เสียงนกหวีดหมดเวลาหลังจากผ่านช่วงเวลาพิเศษกลายเป็นโน้ตตัวสุดท้ายที่ปลดล็อกความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศ น้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลหลั่งพร้อมกับเสียงเพลงเฉลิมฉลองที่ดังต่อเนื่องยาวนานข้ามคืนข้ามวันทั่วถนนทุกสายในบัวโนสไอเรสเมื่อมองย้อนกลับไป มนต์เพลงบอลโลก 1978 ไม่ได้เป็นเพียงบทบันทึกความทรงจำของวงการฟุตบอล แต่มันคือหลักฐานทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีและกีฬาสามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ทางอารมณ์ได้อย่างไร เสียงเพลงจากปีนั้นไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่มันได้กลายเป็นดีเอ็นเอของวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลในอเมริกาใต้และทั่วโลก เป็นแม่แบบของบรรยากาศสนามแข่งที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและความหลงใหล ทุกครั้งที่บทเพลง “El Mundial” ถูกเปิดขึ้น หรือภาพกระดาษปาเปลิโตสปลิวว่อนปรากฏบนหน้าจอ เสียงสะท้อนแห่งปี 1978 จะหวนคืนมาเสมอ ราวกับมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย เตือนให้เราลืมเลือนความเจ็บปวดในอดีต และตระหนักถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของเสียงดนตรีที่ขับขานร่วมกันด้วยหัวใจ