Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

หนึ่งวัง สามวัด ใน 1 วัน ที่อยุธยา

ถ้าจะบอกว่าเพราะใกล้กรุงเทพฯ คนถึงชอบไป เพียงแค่นั้น ไม่น่าจะใช่ เพราะแม้อยู่ห่างไกลเพียงไหน โปรแกรมที่บรรจุลงในวาระทัศนศึกษาของโรงเรียนจากภาคไหนๆ ยังไงต้องมีอยุธยา !
ด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ด้วยรากฐานของบ้านเมืองปัจจุบัน บางอย่างก่อร่างที่นี่ อยุธยาจึงเป็นเมืองเก่าที่ทั้งคนรุ่นเก่า ใหม่ อยากมาเยือน

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักจากกรุงเทพ อยุธยาจึงเป็นเมืองท่องเที่ยวเช้าไป เย็นกลับ ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาพะผู้ที่นิยมงานสถาปัตยกรรม วัดวาอาราม

กรุงศรี คอนซูเมอร์ นำโดยคุณฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูเมอร์ นำคณะสื่อมวลชนเยือนถิ่นกรุงเก่า ทำบุญสามวัดรับปีใหม่ ชมความงามพระราชวังบางปะอิน พร้อมชิมอาหารรสเลิศตามรอยหนังสือ “Up Taste” โดยเริ่มเดินทางเช้าจากอาคาร All Season เพลินจิต เพียงไม่นานนักก็ถึงวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดแรกที่คณะได้ร่วมทำบุญ

จากลานจอดรถเรานั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำไปที่วัด ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นเดินชมบริเวณวัด  จุดธูปไหว้พระก่อนจะเข้าไปทำบุญที่พระอุโบสถ

ด้านหน้าพระอุโบสถ ศิลปะแบบโกธิก

เก่าในใหม่ ชุดโจงกระเบน ข้างกำแพงวัด

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิกเลียนแบบโบสถ์คริสต์ ออกแบบโดยพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์ และฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่ประดับด้วยกระจกสี

หลังจากเสร็จทำบุญที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ เรานั่งกระเช้ากลับมาที่ลานจอดรถ จากนั้นเดินมุ่งหน้าสู่พระราขวังบางปะอิน ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

ฝั่งตรงข้ามทางเข้าชมพระราชวังบางปะอิน มีร้านให้เช่าผ้าซิ่น กระโปรง ซึ่งโดยส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป ที่ไม่เช่า แต่ซื้อไปเลย

ระหว่างรอเดินตามคิวเข้าไปชม ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนเรื่องการแต่งกายให้สุภาพก่อนเข้าสู่เขตพระราชวัง แว่วได้ยินว่าหนึ่งในข้อห้ามนั้นคือ กางเกงขาด..ห้ามเข้า รีบสำรวจตัวเอง โชคดีที่เช้านี้ไม่ได้ใส่กางเกงเก่า ขาด(จริงๆ)มา เข้าใจว่า ข้อห้ามนั้นคงหมายถึงขาดแบบแฟชั่น

แม้อากาศก่อนฝนตกจะร้อนอบอ้าว แต่พอได้ชมความงามของพระราชวังบางปะอินแล้ว ทั้งชุ่มเย็น ปลาบปลื้ม ระคนกันอยู่ในใจ

พระราชวังบางปะอิน เป็นพระราชวังโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรมของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นพระราชวังใกล้พระนคร หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้างมาระยะหนึ่ง แต่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งโดยสุนทรภู่ ซึ่งได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ในนิราศพระบาท จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เริ่มการบูรณะพระราชวังขึ้น และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ

เก๋งจีน ปิดซ่อมแซม

พระราชวังบางปะอิน ใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย (พระยศขณะนั้น) ณ พระราชวังบางปะอิน ในระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม พ.ศ. 2434 อย่างยิ่งใหญ่

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ใช้รับรองและพระราชทานเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะ อาทิเช่น สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก แห่งประเทศเดนมาร์ก อินฟันตาเอเลนา ดัชเชสแห่งลูโก แห่งประเทศสเปน สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าอะกิชิโนะแห่งประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย แต่ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพ

กุ้งแม่น้ำ ตัวใหญ่ สด อร่อยสุดฟิน

ออกจากพระราชวังบางปะอิน ใกล้เที่ยง เราตรงดิ่งไปเรือนไทยกุ้งเผา ใกล้กับวัดเชิงเลน บางไทร ที่นี่อาหารขึ้นชื่อคือกุ้งแม่น้ำเผา อร่อยด้วยความสดของกุ้งและน้ำจิ้มที่รสชาติจัดจ้าน นอกจากนั้นยังมีเมนูเด็ดอีกหลายอย่าง อาทิ ต้มยำปลาคัง ฉู่ฉี่ปลาเค้า ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ฯลฯ

หลังอิ่ม เราไปทำบุญกันต่อที่วัดใหญ่ชัยมงคล เมื่อถึงวัดขณะลงจากรถนั้น ฝนปรอย ลงเม็ด จนกลัวว่าจะถ่ายรูปไม่ได้ โชคดีหรือมีบุญมิรู้ได้ สักพักฝนก็หาย ให้ได้ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ

วัดใหญ่ชัยมงคล สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 เป็นที่พำนักของพระภิกษุคณะป่าแก้ว ซึ่งมี สมเด็จพระวันรัตน์เป็นประธานสงฆ์ จึงได้ชื่อว่า วัดเจ้าพระยาไทย คณะป่าแก้ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 อีกด้วย

ในคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะพระมหาอุปราชของหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระพิโรธต่อบรรดาแม่ทัพนายกองที่ตามทัพไม่ทัน ทรงดำริจะลงพระราชอาญาประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ ผู้เป็นพระเถระที่สมเด็จพระนเรศวรทรงให้ความเคารพ ได้ทูลขอพระราชทานชีวิตของแม่ทัพนายกองเหล่านั้นไว้ โดยยกเอาพุทธประวัติตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องผจญมารอยู่โดยลำพัง เปรียบเสมือนกับสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องทรงกระทำยุทธหัตถีโดยลำพัง และได้ทูลแนะนำให้ทรงสร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นแทนการประหารชีวิต สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นด้วยและทรงให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น ชื่อว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” ประมาณ พ.ศ. 2135 มีความสูง 1 เส้น 1 วา เป็นเจดีย์ ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนทุกวันนี้

เมื่อเสร็จจากทำบุญไหว้พระที่วัดใหญ่ชัยมงคลนั้น ฝนหยุดสนิท จากนี้เราจะไปไหว้พระทำบุญต่อ วัดที่ 3

วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร เดิมชื่อว่าวัดทำเลหญ้าหรือวัดทะเลหญ้า เพราะด้วยที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง เมื่อถึงหน้าน้ำจะมีน้ำท่วมนอง ครั้นน้ำลดหญ้าจะงอกเขียวไปทั้งทุ่ง หลังจากนั้นจึงมีการบูรณะในแผ่นดินรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์  ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ทรงว่าราชการกรมพระคชบาล จึงทรงมาดูแลช้างที่อยุธยาและทรงพักที่พระตำหนักเพนียดใกล้วัดร้างอันสงบเงียบ จึงทรงบูรณะวัดขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จในพ.ศ.2418 สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดบรมวงศ์อิศรวราราม

สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในวัดวิจิตรงดงามสมเป็นพระอารามหลวงชั้นโท อาทิ พระอุโบสถประดับช่อฟ้าหัวนาค หน้าบันรูปครุฑยุดนาค บานประตูหน้าต่างเขียนลายพระมาลาด้านบน ถัดลงมาคือลายเครื่องอิสริยาภรณ์และรูปช้างอันสื่อถึงตำแหน่งบาล พื้นปูหินอ่อน พระประธานปางสมาธิประดิษฐานบนฐานชุกชี ใต้เรือนแก้วทรงกลีบบัวสัตตบุษย์อันประณีตชดช้อย สันนิษฐานว่าเป็นผลงานของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเมื่อมองด้านหน้าจะเห็นเป็นเรือนแก้วทรงไทย แต่เมื่อมองด้านข้างจะเห็นเป็นทรงโดมคล้ายมัสยิด อันเป็นการหล่อหลอมศิลปะและศาสนาที่แตกต่างกันที่พบเห็นแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 สำคัญตรงผนังทางออกมีพระรูปปั้นของเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์ พลเรือโทพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นปราบปรปักษ์ หม่อมราชวงศ์เปียมาลากุลและหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล สายสกุลผู้บูรณะวัดแห่งนี้

ส่วนพระวิหารนอกจากจะประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ในบุษบกสมัยอยุธยาตอนปลาย ด้านตรงข้ามยังมีพระพุทธรูป ยืน นั่ง และนอน และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มุขด้านในบนผนังติดพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 พระมเหสี พระชายา และพระสหายจำนวนนับร้อยภาพในกรอบไม้ซึ่งล้วนเป็นภาพหาชมได้ยาก ที่นี่จึงเป็นทั้งวัด อนุสรณ์สถาน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไปในตัว

บ่ายแก่แล้ว ก่อนจากกรุงเก่ากลับกรุงปัจจุบัน เราแวะที่ The Summer House เพื่อตามอร่อยกับ Up Taste
The Summer House เป็นคาเฟ่ริมแม่น้ำ มีสวนสวยและบ้านตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติอบอุ่น มีมุมนั่งบนเก้าอี้ผ้าใบ โซฟากลางแจ้งริมแม่น้ำ ฟังดนตรีสดด้วยบรรยากาศสุดชิลล์

เราอยู่ที่นี่ ผ่อนคลายจนใกล้ค่ำ ก็ถึงเวลากลับสู่รถราคลาคล่ำผู้คนหลากหลายของเมืองใหญ่ ด้วยใจที่อิ่มบุญ ปลาบปลื้มระคนภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในผู้สืบสายเลือดไทย

ขอบคุณ : กรุงศรี คอนซูเมอร์
ข้อมูล : th.wikipedia.org

Post a comment

18 − nine =