พายุในพายุ

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
บทวิจารณ์เพลง “พายุ” ของวงไมโครชิ้นนี้ ถือกำเนิดขึ้นในห้วงเวลาที่สายตาของผมกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนอันสาดกระหน่ำ สายลมแรงโหมกระหน่ำพัดพาเอาความวุ่นวายภายนอกเข้ามาปะทะกระจกหน้าต่าง
บรรยากาศของ “พายุ” ในยามนี้ มันชวนให้หวนนึกถึงท่วงทำนองหนักแน่นและบทเพลงที่เป็นหนึ่งในเพลงโปรดในใจของผมเสมอมา
“พายุ” เป็นผลงานที่สะท้อนทั้งความเกรี้ยวกราด ปรัชญา และดนตรีร็อคได้อย่างหมดจดที่สุดเพลงหนึ่ง
เพลง “พายุ” สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการผนึกกำลังของครูเพลงและดนตรีระดับตำนานแห่งยุค โดยได้ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ รับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง ถ่ายทอดปรัชญาชีวิตผ่านถ้อยคำที่ลึกซึ้ง
ขณะที่การเรียบเรียงเสียงประสานและทำนองดนตรีได้รับเกียรติจาก จิรพรรณ อังศวานนท์ มาดูแลโครงสร้างดนตรีทั้งหมดอย่างพิถีพิถัน
และควบคุมการผลิตโดยโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา
ทั้ง 3 ประสาน ร่วมกันเจียระไนโน้ตดนตรีทุกตัวจนกลายเป็นงานเพลงที่ทั้งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผลงานเพลงนี้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม “หมื่นฟาเรนไฮต์” ซึ่งเป็นสตูิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของวงไมโคร ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2531 ภายใต้สังกัด Grammy Entertainment หลังจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายจาก “ร็อคเล็กเล็ก” อัลบั้มแรก
อัลบั้มนี้ได้ตอกย้ำความแข็งแกร่งของวงในฐานะขุนพลร็อคมือขวาแห่งยุคสมัย ตัวอัลบั้มและเพลง “พายุ” ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ทำยอดขายเทปคาสเซ็ททะลุล้านตลับได้อย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ไมโครกลายเป็นวงร็อคระดับตำนานที่สร้างปรากฏการณ์ล้านตลับติดต่อกัน และคว้าความสำเร็จทั้งในแง่ของรายได้ เสียงวิจารณ์ รวมถึงความนิยมมหาศาลจากแฟนเพลงทั่วประเทศ
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของสมาชิกวงไมโครในยุคไลน์อัพคลาสสิกทั้ง 6 คน ประกอบด้วย หนุ่ย – อำพล ลำพูน (ร้องนำ/ร้องประสาน), กบ – ไกรภพ จันทร์ดี (กีตาร์/ร้องนำ/ร้องประสาน), อ้วน – มานะ ประเสริฐวงศ์ (กีตาร์), บอย – สันธาน เลาหวัฒนาวิทย์ (คีย์บอร์ด), อ๊อด – อดินันท์ นกเทศ (เบส) และ ปู – อดิสัย นกเทศ (กลอง)
สมาชิกทุกคนได้ร่วมในอัลบั้มถ่ายทอดความหนักแน่นบทเวทีคอนเสิร์ต เสียงกีตาร์คู่ที่พริ้วไหว เบสที่เดินได้อย่างมั่นคง เสียงคีย์บอร์ดสร้างบรรยากาศมืดครึ้ม และจังหวะกลองที่โหมกระหน่ำราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
ในส่วนของเนื้อหา เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงร็อคทั่วไป แต่เปรียบเปรยการเผชิญหน้ากับ “พายุ” ทางธรรมชาติเข้ากับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เสียงฟ้าดังลั่น ท้องฟ้ามืดมัว และแรงลมที่พัดกระหน่ำ สะท้อนถึงอุปสรรคและความเพลี่ยงพล้ำในชีวิต
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือปรัชญาเรื่องการยอมรับความจริง เปรียบกับใบหญ้าริมทางที่ไม่ฝืนลมร้าย จึงสามารถหยัดยืนและรอดพ้นความเกรี้ยวกราดมาได้
เพราะเมื่อพายุผ่านพ้นไป ท้องฟ้าก็จะกลับมาสว่าง และชีวิตก็ต้องสู้ต่อไป ท่อนเนื้อร้องที่เปี่ยมด้วยวรรณศิลป์อย่าง “แต่ลมร้ายไม่อาจล้ม ใบหญ้าริมทาง ไม่เคยขืน ไม่เคยฝืน ได้แต่เอนตาม…” ถือเป็นท่อนจำที่บาดลึกและให้ข้อคิดอย่างยิ่ง
อิทธิพลของ “พายุ” รวมถึงอัลบั้ม “10,000 ฟาเรนไฮต์” ไม่เพียงแต่เซ็ตมาตรฐานซาวนด์ดนตรีร็ฮคที่มีชั้นเชิงและความลุ่มลึกให้แก่วงการดนตรี
แต่ยังเป็นรากฐานในการเขียนเนื้อร้องเชิงปรัชญาที่นำธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์ได้อย่างลงตัว เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินร็อครุ่นหลังมากมายในการสร้างสรรค์บทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง
การได้กลับมานั่งฟัง “พายุ” อีกครั้งในวันที่ “พายุ” กำลังพัดกระหน่ำ พร้อมมือที่พรมนิ้วพลิ้วไหวบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์เรียงร้อยถ้อยอักษร
ทำให้ตระหนักได้ว่า เพลง “พายุ” ไม่ใช่แค่บทเพลงในอดีต แต่เป็นบทกวีร็อคที่ก้าวข้ามกาลเวลา ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปกี่ทศวรรษ
“พายุ” ลูกนี้ในใจของแฟนเพลงและในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย ก็ยังคงทรงพลังและส่องแสงแห่งแรงบันดาลใจอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย
พายุ
ท้องฟ้าแดงก่ำ ลมพัดมาอย่างน่ากลัว
เมฆเคลื่อนลงต่ำ ดำมืดมัว ใจเต้นรัว
เสียงฟ้าดังลั่น จนพื้นดินสะท้านแรง
แม้ใจยังสั่น มันสำแดง ลมพัดแรง
แต่ลมร้ายไม่อาจล้มใบหญ้าริมทาง
ไม่เคยขืนไม่เคยฝืนได้แต่เอนตาม
ดุจชีวิตต้องเอนพริ้ว โอนอ่อนเอนตามพายุ พายุ
ท้องฟ้าพลันสว่าง ชีวิตต้องต่อสู้ไป ฝันยังไกลห่าง
ห่างเท่าใดอยู่สู้ไป ไปต่อไป
แต่เคยคิดว่าชีวิตเป็นอย่างต้นไทร
ไม่เคยโค้งไม่เคยโน้มให้กับสิ่งใด
เพิ่งจะรู้ว่าชีวิตต้องอ่อนเอนตามพายุ