40 ปี “ถึงเพื่อน” 40 ปี “คำภีร์”

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
ถึงเพื่อน ผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ วางจำหน่ายครั้งแรกในรูปแบบเทปคาสเซ็ทเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2530 โดยค่าย ROTA ดูแลการผลิตโดย บริษัท บัฟฟาโล่เฮด จำกัด และบันทึกเสียงที่ ห้องอัดเสียงคาราบาว 1987
ผลงานชุดนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของวงการเพลงเพื่อชีวิตไทย บทวิจารณ์ฉบับนี้พาผู้ฟังย้อนพิจารณาคุณค่าทางดนตรี เนื้อหา และพลังเบื้องหลังอันทรงคุณค่า นำเสนอภาพจำอันบริสุทธิ์ของชายหนุ่มวัยเพียง 20 ปีจากจังหวัดหนองคาย ผู้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความฝัน การผสมผสานระหว่างบทเพลงเพื่อชีวิตแบบร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายโฟล์คร็อค กับเนื้อหาที่มุ่งเน้นเรื่องราวของมิตรภาพ การสู้ชีวิต และความจริงแท้ของสังคม ทำให้ผลงานชุดนี้กลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์เพลงไทยที่ก้าวข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน
เบื้องหลังความสำเร็จและความประณีตของผลงานชุดนี้ เกิดจากการสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิดจากเล็ก คาราบาว (ปรีชา ชนะภัย) ในฐานะโปรดิวเซอร์ผู้เห็นประกายพรสวรรค์และยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเด็กหนุ่มต่างจังหวัดให้ได้มีอัลบั้มเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังได้เบื้องหลังคนดนตรีระดับฝีมือชั้นครูมาช่วยเติมแต่งความเจ้มจ้นทางดนตรี ได้แก่ พี่แดง วงเพรสซิเดนท์ และ กิตติ กีตาร์ปืน แห่งวงคาไลโดสโคป (กิตติ กาญจนสถิตย์) ยอดมือกีตาร์ระดับตำนาน มาร่วมผนึกกำลังเคี่ยวกรำภาคดนตรีให้มีความมันส์ ไพเราะ และทรงพลัง สมบูรณ์แบบเกินกว่ามาตรฐานอัลบั้มแรกของศิลปินหน้าใหม่ในยุคนั้น
ความโดดเด่นทางดนตรีและการเรียบเรียงในอัลบั้มนี้มีความประณีตแต่ซื่อตรง เสียงกีตาร์โปร่งอันเป็นแกนหลักผสานเข้ากับเสียงฮาร์โมนิก้าที่พริ้วไหว ควบคู่ไปกับไลน์ดนตรีร็อคและโฟล์คที่จัดจ้านจากการดูแลของโปรดิวเซอร์และทีมนักดนตรี สร้างบรรยากาศของการดิ้นรน ความหวัง และความเหงาได้อย่างจับใจ
น้ำเสียงของพงษ์สิทธิ์ในขณะนั้นมีความสดและเรียบง่าย ทว่าซ่อนไว้ด้วยความหนักแน่นและอารมณ์ดิบที่ไม่ต้องปรุงแต่ง การถ่ายทอดน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซื่อตรงนี้เองที่ทำให้แต่ละตัวโน้ตและแต่ละถ้อยคำสามารถเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว
โครงสร้างของอัลบั้มแบ่งออกเป็น 10 บทเพลงที่ร้อยเรียงกันอย่างมีเอกภาพ เริ่มจาก ลูกอีสาน ที่บันทึกรากเหง้าและความเป็นจริงของคนต่างจังหวัดที่ต้องจากบ้านเกิดมาเผชิญโชค ตามด้วยเพลงไตเติ้ลแทร็คอย่าง ถึงเพื่อน ซึ่งเป็นแก่นแกนและหัวใจหลักของอัลบั้ม บอกเล่าถึงความหมายของมิตรภาพที่แท้จริงซึ่งไม่ได้วัดกันที่ฐานะหรือเงินทอง แต่วัดกันที่การเคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก ท่อนเพลงและท่วงทำนองของเพลงนี้ทำงานอย่างน่าอัศจรรย์ในการสร้างความรู้สึกอบอุ่นและให้กำลังใจแก่ผู้ฟัง ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังเผชิญหน้ากับความเหงาหรือความสับสนในชีวิต
บทเพลงกลุ่มที่สะดุดตาด้วยเนื้อหาอันดิบ จริง และสะท้อนชีวิต ได้แก่ สู้, ถนน, พเนจร และ เรียนและงานซึ่งถ่ายทอดภาพการเดินทาง ดิ้นรน และการทำงานจริงของเยาวชนคนรุ่นใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทเพลง “เรียนและงาน” ที่เขียนขึ้นจากมุมมองของเด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อมาเล่าเรียนแต่ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของการตกงาน ความคาดหวังของสังคมถูกนำเสนอผ่านท่วงทำนองที่กระชับและการแต่งเนื้อร้องที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือการใช้ภาษากวีที่ไม่ซับซ้อน แต่เลือกคำที่มีน้ำหนักและมีความหมายคมคาย สามารถสร้างภาพจำและความรู้สึกร่วมได้อย่างทันที เช่นเดียวกับเพลง “ถนน” ที่เปรียบเปรยการแบกรับความทุกข์และความทรหดของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง
ในส่วนของเพลงที่มีการเปรียบเปรยและตั้งคำถามต่อสังคม เพลงอย่าง นกเสรี, มะเร็ง, ลิง และ ฝัน เป็นตัวอย่างอันดีของการใช้สัญลักษณ์และจินตนาการทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาอิสรภาพใน “นกเสรี” การเปรียบเปรยปัญหาสังคมกับโรคร้ายใน “มะเร็ง” หรือการมองชีวิตและธรรมชาติผ่านเพลง “ลิง” และความหวังอันริบหรี่ใน “ฝัน” ภาคดนตรีที่ได้โปรดิวเซอร์อย่าง เล็ก คาราบาว ดูแล ยิ่งทำให้เกิดบรรยากาศที่ส่งเสริมอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละเพลงได้อย่างลงตัวและมีมิติ
มิติทางความคิดและมุมมองต่อสังคมในอัลบั้ม ถึงเพื่อน แม้จะไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองแบบแข็งกร้าว แต่เป็นการมองสังคมผ่านสายตาของมนุษย์คนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ความเห็นอกเห็นใจคนยากจน ผู้ใช้แรงงาน และคนเล็กคนน้อยในสังคมกลายเป็นสายธารหลักที่ไหลเวียนอยู่ในทุกบทเพลง
การที่พงษ์สิทธิ์เขียนเพลงจากประสบการณ์ตรงและความรู้สึกจริง ณ ช่วงเวลานั้นที่เคยไปร่วมงานกับวงคาราวาน ดังที่ปรากฏในความในใจบนปกเทปที่เล่าถึงความยากลำบากและการได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในวงการ ทำให้ผลงานชุดนี้ไม่มีความเสแสร้งหรือพยายามจะเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น ความจริงใจที่อัดแน่นอยู่ในทุกแทร็กคือน้ำเลี้ยงสำคัญที่ทำให้เพลงในอัลบั้มนี้ทรงคุณค่าและมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
หากพิจารณาในแง่ของงานโปรดักชั่นและการบันทึกเสียงที่ห้องอัดคาราบาว 1987 แม้เทคโนโลยีในยุคปี พ.ศ. 2530 จะไม่ได้ทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน แต่นั่นกลับกลายเป็นข้อดีที่ทำให้ผลงานชุดนี้มีความเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง เสียงดนตรีที่ปราศจากการสังเคราะห์ เสียงลมหายใจ เสียงสายกีตาร์แบบสดๆ สุดไพเราะ และมิติของเสียงร้องที่จริงจัง ทั้งหมดนี้รวมกันสร้างเสน่ห์อันเฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในงานเพลงยุคดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้เทปคาสเซ็ตต์ Original (และมีเพิ่มเวอร์ชั่นเปลี่ยนปก) แผ่นเสียงปั๊มแรก รวมถึง CD ที่ผลิตตามหลังมาโดย Solar Music ในปี พ.ศ. 2531 กลายเป็นของหายาก และเป็นของสะสมทรงคุณค่าของนักฟังเพลงและนักเล่นของในเวลาต่อมา
บทบาทของอัลบั้ม ถึงเพื่อน ต่อวงการเพลงเพื่อชีวิตไทยนั้นถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อัลบั้มชุดนี้ได้ทำการนิยามคำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” ใหม่ในความรู้สึกของผู้ฟังรุ่นใหม่ในขณะนั้น จากเดิมที่เพลงเพื่อชีวิตมักถูกเชื่อมโยงกับภาพของการต่อสู้ทางการเมืองหรือเนื้อหาที่ดุดัน พงษ์สิทธิ์ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวของมิตรภาพ ความเหงา ความฝันของวัยรุ่น และชีวิตประจำวันของคนธรรมดาก็เป็น “ชีวิต” ที่คู่ควรแก่การนำมาร้องขานเป็นบทเพลงเพื่อชีวิตได้เช่นกัน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมผ่านกาลเวลาที่ล่วงเลยมากว่าสามทศวรรษ อัลบั้ม ถึงเพื่อน ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อัลบั้มแจ้งเกิดของศิลปินคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรม มิตรภาพระหว่างคนดนตรีต่างรุ่น และอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัย บทเพลงจากอัลบั้มนี้ยังคงถูกนำมาร้องและเปิดฟังเพื่อสร้างกำลังใจอยู่เสมอ มันทำหน้าที่เป็นเพื่อนแท้ที่คอยเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ ความงามของจิตใจมนุษย์ และแรงบันดาลใจในการหยัดยืนต่อสู้กับความจริงของชีวิต ความสมบูรณ์แบบของอัลบั้มนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ความซับซ้อนของเทคนิคดนตรี แต่วัดกันที่พลังของความจริงใจและความงดงามของบทเพลงที่สามารถก้าวข้ามกาลเวลาและยังคงประทับอยู่ในใจผู้ฟังได้อย่างไม่เสื่อมคลาย