Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

เทียบฟอร์ม 2 อัลบั้ม Tribute ระดับโลก

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

Tribute Album ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกัน

ยุคทศวรรษ 1990 คือยุคทองของการนำผลงานของศิลปินระดับตำนานกลับมาตีความใหม่ผ่านศิลปินร่วมสมัย และ 2 อัลบั้มที่โดดเด่นอย่างทรงพลังที่สุดในแนวทางนี้คือ Common Thread: The Songs of the Eagles ที่วางจำหน่ายในปี 1993 และ Come Together: America Salutes The Beatles ที่ตามมาในปี 1995

ทั้ง 2 โปรเจกต์มิเป็นเพียงการรวบรวมเพลงฮิตมาขับร้องใหม่ แต่เป็นการปะทะกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างดนตรีร็อกระดับประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมดนตรีคันทรีอเมริกัน

การสำรวจอัลบั้มทั้ง 2 คู่ขนานกันจะเผยให้เห็นถึงความแตกต่างในเชิงบทบาทการดัดแปลงทางดนตรี และการปะทะกันของจิตวิญญาณประจำถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง

อัลบั้ม Common Thread: The Songs of the Eagles ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีคันทรีในยุคที่เรียกว่า New Country หรือคันทรียุคใหม่ ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ดนตรีคันทรีในแนชวิลล์กำลังขยายแดนออกไปสู่ผู้ฟังวงกว้าง

การนำเพลงของวง ดิ อีเกิลส์ (The Eagles) มาถ่ายทอดโดยศิลปินคันทรีระดับแนวหน้าในยุคนั้น เช่น Travis Tritt, Vince Gill, Alan Jackson และ Trisha Yearwood จึงไม่ใช่เรื่องฝืนธรรมชาติแม้แต่น้อย

เหตุผลหลักคือบทเพลงเดิมของ ดิ อีเกิลส์ ในยุคทศวรรษ 1970 มีรากฐานที่หยั่งลึกลงในแนวทางคันทรีร็อค (Country Rock) อยู่แล้ว งานเขียนของ Don Henley และ Glenn Frey เต็มไปด้วยเมโลดี้ที่ละเมียดละไม โครงสร้างคอร์ดที่ชัดเจน และการเรียบเรียงเสียงประสานอันทรงเสน่ห์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับสำเนียงแนชวิลล์

เมื่อศิลปินคันทรีนำเพลงอย่าง Take It Easy หรือ Desperado มาขับร้อง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การรื้อโครงสร้างเพลง แต่เป็นการคืนสู่รากเหง้าและการเน้นย้ำตัวตนทางวัฒนธรรม ดนตรีใน Common Thread จึงมีความกลมกลืนสูง เสียงกีตาร์โปร่ง กีตาร์เพดัลสตีล และเสียงประสานสไตล์ดั้งเดิมผสมผสานเข้ากับโครงสร้างร็อกเดิมได้อย่างหมดจดและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

ในทางกลับกัน Come Together: America Salutes The Beatles ต้องรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายและเสี่ยงต่องานวิจารณ์มากกว่าหลายเท่า การนำบทเพลงของ เดอะ บีทเทิลส์ (The Beatles) สี่หนุ่มจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ มาให้ศิลปินคันทรีและคันทรีร็อกอเมริกันอย่าง Willie Nelson, Tanya Tucker, Little Texas และ Billy Dean นำเสนอใหม่คือการข้ามพรมแดนทั้งทางภูมิศาสตร์และทางดนตรี บทเพลงของ เดอะ บีทเทิลส์ โดยเฉพาะในยุคหลังปี 1965 เป็นต้นไป เต็มไปด้วยการทดลองทางสตูดิโอ สเกลคอร์ดที่ซับซ้อน ดนตรีจิตวิญญาณแบบไซเคเดลิกร็อก (Psychedelic Rock) และเนื้อหาที่หลุดพ้นจากวิถีชีวิตแบบอเมริกานา (Americana)

ดังนั้น การที่อัลบั้ม Come Together พยายามรวบรวมบทเพลงเหล่านี้มาสวมหมวกคาวบอยและรองเท้าบูท จึงเกิดเป็นแรงตึงเครียดทางศิลปะที่น่าสนใจ บางบทเพลงสามารถแปลความหมายใหม่ได้อย่างชาญฉลาด เช่น การเปลี่ยนเพลง Get Back หรือ Help! ให้กลายเป็นดนตรีบลูแกรสส์และคันทรีร็อกที่คึกคัก แต่บางบทเพลงก็ต้องเผชิญกับความกระอักกระอ่วนในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ดั้งเดิมให้เข้ากับวิถีเพลงแนชวิลล์

หากพิจารณาในแง่ของกระบวนการถอดรหัสและการเรียบเรียงดนตรี Common Thread เลือกใช้ยุทธศาสตร์การคารวะอย่างเคารพต้นฉบับ (Reverent Adaptation) ศิลปินส่วนใหญ่เลือกที่จะรักษาโครงสร้างความเร็ว จังหวะ และการประสานเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ ดิ อีเกิลส์ เอาไว้ แล้วเติมกลิ่นอายคันทรีผ่านเครื่องดนตรีและสุ้มเสียงร้องเฉพาะตัว

เสียงร้องที่เต็มไปด้วยพลังและลูกคอแบบคันทรีของ Travis Tritt ในเพลง Take It Easy เปิดอัลบั้มได้อย่างฉูดฉาดแต่ไร้รอยต่อ ขณะที่ Vince Gill ในเพลง I Can’t Tell You Why ถ่ายทอดความนุ่มนวลและอารมณ์โซลผ่านกีตาร์และเสียงร้องสูงได้อย่างประณีต จุดเด่นของอัลบั้มนี้คือความรู้สึกต่อเนื่อง สมบูรณ์แบบ และไม่ขัดเขิน ราวกับว่าบทเพลงเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อดนตรีคันทรีตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งก็ไม่ผิดนักหากมองว่า ดิ อีเกิลส์ คือผู้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างร็อกกับคันทรีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

ตรงกันข้าม Come Together ต้องใช้ยุทธศาสตร์การรื้อถอนและรังสรรค์ใหม่ (Deconstructive Reimagining) ในหลายๆ แท็ก เพื่อให้ดนตรีร็อกอังกฤษสามารถพูดภาษาคันทรีอเมริกันได้อย่างไม่ประดักประเด่น 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเพลง Get Back โดย Steve Wariner ที่ใส่เทคนิคการดีดกีตาร์สไตล์คันทรีเช็คลูกเล่นแพรวพราว ทำให้เพลงร็อกจังหวะหนักแน่นกลายเป็นเพลงเต้นรำสไตล์ฮองกี-ทองค์ได้อย่างน่าทึ่ง หรือการถ่ายทอดเพลง One After 909 โดย Willie Nelson ที่เปลี่ยนเพลงร็อกรุ่นเยาว์ของสี่หนุ่มลิเวอร์พูลให้กลายเป็นเพลงคันทรีบลูส์สไตล์คนรุ่นใหญ่ที่สุขุมและเปี่ยมประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของอัลบั้มนี้คือไม่ใช่ทุกเพลงที่จะประสบความสำเร็จ บทเพลงที่ซับซ้อนในเชิงโครงสร้างอย่าง Come Together หรือ Lucy in the Sky with Diamonds เมื่อถูกตัดทอนองค์ประกอบไซเคเดลิกออกเพื่อใส่จังหวะคันทรีดั้งเดิมเข้าไป บางครั้งทำให้เสน่ห์อันเป็นปริศนาของต้นฉบับสูญหายไป และกลายเป็นเพียงเพลงคันทรีร็อกมาตรฐานทั่วไป

ในเชิงผลกระทบทางวัฒนธรรมและความสำเร็จ อัลบั้ม Common Thread ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั้งในแง่ยอดขายและการได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ อัลบั้มนี้ได้รับการรับรองยอดขายระดับพหุพลาตินัม และที่สำคัญที่สุดคือ

โปรเจกต์นี้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สมาชิกวง ดิ อีเกิลส์ ซึ่งเคยแตกหักกันไปนานหลายปี ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากตกลงมาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง Take It Easy ร่วมกับ Travis Tritt นำไปสู่การทัวร์คอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ Hell Freezes Over ในเวลาต่อมา อัลบั้มนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นผลงานบันเทิง แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมประวัติศาสตร์ดนตรีและเยียวยาความสัมพันธ์ของวงร็อกระดับตำนาน

ขณะที่ Come Together แม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าในแง่ยอดขาย และถูกมองว่าเป็นโปรเจกต์ที่ผสมผสานผลลัพธ์แบบปะกะตุน แต่กลับมีความสำคัญในเชิงวิชาการดนตรี อัลบั้มนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นสากลและความยืดหยุ่นอันไร้ขีดจำกัดของบทเพลงที่แต่งโดย John Lennon และ Paul McCartney มันแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าโครงสร้างดนตรีจะถูกบิดเบือน หรือถูกตีความผ่านวัฒนธรรมทางดนตรีที่ต่างขั้วเพียงใด แก่นแท้ของเมโลดี้ที่งดงามในบทเพลงของ เดอะ บีทเทิลส์ ก็ยังคงแข็งแกร่งและทำงานกับอารมณ์ของผู้ฟังได้เสมอ

เมื่อนำทั้ง 2 อัลบั้มมาวางเคียงข้างกัน เราจะเห็นภาพสะท้อนของดนตรีอเมริกันในยุค 90 ได้อย่างแจ่มชัด 

Common Thread คือภาพตัวแทนของความสมบูรณ์แบบ ความกลมกลืน และการเฉลิมฉลองรากเหง้าดนตรีที่สอดประสานกันอย่างลงตัว มันคือบทพิสูจน์ว่าเส้นแบ่งระหว่างคันทรีและร็อกในอเมริกาแท้จริงแล้วเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่พร้อมจะหลอมรวมเข้าหากัน

ส่วน Come Together คือภาพตัวแทนของการทดลอง การข้ามแดนวัฒนธรรม และการรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ แม้ผลลัพธ์จะไม่อาจราบรื่นได้ทุกแทร็ก แต่มันคือความพยายามอย่างกล้าหาญในการนำมรดกทางดนตรีจากฝั่งอังกฤษมาปรับใช้ในบริบทอเมริกานาอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปแล้ว ทั้ง Common Thread: The Songs of the Eagles และ Come Together: America Salutes The Beatles ต่างเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่สะท้อนศิลปะแห่งการคัฟเวอร์และการตีความใหม่

อัลบั้มแรกมอบความรื่นรมย์ที่สมบูรณ์แบบผ่านความคุ้นเคยและคุณภาพงานผลิตที่ละเมียดละไม

ส่วนอัลบั้มหลังมอบความท้าทาย การค้นพบใหม่ และการตั้งคำถามต่อขอบเขตของแนวเพลง

ผลงานทั้ง 2 ชุดจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อัลบั้มคารวะศิลปิน แต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า บทเพลงที่ดีเยี่ยมจะยังคงมีชีวิต ข้ามผ่านกาลเวลา และสามารถเติบโตในดินแดนใหม่ๆ ได้เสมอ ไม่ว่าจะถูกขับร้องด้วยสำเนียงดนตรีแบบใดก็ตาม

Post a comment

19 − 4 =