เยื่อไม้

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
ดนตรีคือเครื่องบันทึกกาลเวลาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะมันไม่ได้บันทึกเพียงแค่เหตุการณ์หรือถ้อยคำ หากแต่ยังกักเก็บบรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึก และรสนิยมของยุคสมัยนั้นๆ เอาไว้อย่างบริบูรณ์
ในภูมิทัศน์ดนตรีไทยสากล วงดนตรีที่มีชื่อว่า “เยื่อไม้” ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ยุคสมัยที่ “เยื่อไม้” ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นช่วงเวลาที่วงการเพลงไทยกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เสียงสังเคราะห์ เพลงป๊อปสมัยใหม่ และจังหวะร็อกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทย
เพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ซึ่งเคยเป็นดนตรีหลักของคนเมืองเริ่มถูกลดบทบาทลงไปมาก ทำให้การปรากฏตัวของ “เยื่อไม้” กลับสร้างปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งด้วยการนำเพลงชั้นครูมาปัดฝุ่นใหม่ ผ่านการเรียบเรียงเสียงประสานอย่างประณีต และนำเสนอด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติก ชนิดที่เรียกว่าแทบจะไร้ซึ่งการสังเคราะห์เสียงใดๆผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงที่ทรงคุณค่า รุ่มรวยด้วยอารมณ์ความรู้สึก และกลายเป็นบทพิสูจน์ว่าความงามของศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่อาจถูกกาลเวลาทำลายลงได้
เสน่ห์อันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ “เยื่อไม้” ตั้งอยู่บนรากฐานของความเคารพในบทเพลงต้นฉบับ รวมเข้ากับความประณีตในการเรียบเรียงดนตรี
เพราะ “เยื่อไม้” ไม่ได้เลือกที่จะเปลี่ยนเพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ให้กลายเป็นเพลงป๊อปทันสมัยเพื่อเอาใจตลาด แต่พวกเขากลับเลือกที่จะดำดิ่งลงไปในแก่นแท้ของดนตรีอะคูสติก เสียงของเครื่องสาย ทั้งไวโอลิน วิโอลา และเชลโล ทำหน้าที่เล่าเรื่องและสร้างบรรยากาศอันละมุนละไม
ขณะที่ชุดเครื่องเป่าอย่างฟลุตและคลาริเน็ตช่วยเพิ่มความสว่างไสวและความมีชีวิตชีวา ให้สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลอย่างที่เครื่องดนตรีไฟฟ้าไม่สามารถเลียนแบบได้
การเลือกใช้เครื่องดนตรีคลาสสิคฝั่งตะวันตกมาบรรเลงท่วงทำนองแบบไทยสากลทำให้เกิดมิติทางดนตรีที่หรูหรา ถ่อมตน และเต็มไปด้วยคลาส การให้จังหวะด้วยเครื่องเคาะ ยิ่งช่วยเสริมความเบาสบาย ทำให้เพลงที่เคยถูกมองว่าเป็นทางการมากในอดีต กลายเป็นเพลงที่ฟังง่าย มีความผ่อนคลาย แต่ยังคงไว้ซึ่งความลึกซึ้งในทุกตัวโน้ต
ในส่วนของเสียงร้อง “เยื่อไม้” ได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบด้วยน้ำเสียงของ “อรวี สัจจานนท์” และ “วิระ บำรุงศรี” ถือเป็นคู่เสียงร้องที่เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ
น้ำเสียงของ “อรวี” มีความใส เบา แต่ทรงพลังในความรู้สึก เธอขับร้องด้วยเทคนิคการออกเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำตามตำรับเพลงลูกกรุงดั้งเดิม หากแต่ใส่อารมณ์ความนุ่มนวลและการเอื้อนที่ละมุนละไม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปทำให้บทเพลงทั้งหมดเสมือนเสียงกระซิบแห่งความทรงจำที่กินใจผู้ฟังอย่างงดงาม
ในขณะที่เนื้อเสียงของ “วิระ บำรุงศรี” นำเสนอความนุ่มลึก มีความทุ้มอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจในชีวิต
การขับร้องคู่ของทั้งสองคนสร้างสมดุลทางอารมณ์ที่น่าประทับใจ เสียงของพวกเขาไม่ได้พยายามแข่งกันโดดเด่น แต่เป็นการสอดประสานที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือให้เกียรติเนื้อร้องและท่วงทำนองที่ครูเพลงรุ่นก่อนได้รังสรรค์ไว้
หากพิจารณาเนื้อหาและบทเพลงทั้ง 13 อัลบั้ม ที่ “เยื่อไม้” นำมาร้อง และบรรเลงใหม่ จะพบว่า เป็นการรวบรวมมรดกทางปัญญาของบทกวีและดนตรีไทยไว้ได้อย่างทรงคุณค่า
เพลงที่ “เยื่อไม้” เลือกนำมาบันทึกเสียง ล้วนเป็นบทเพลงที่มีภาษาสละสลวย มีการใช้คำอุปมาอุปไมยที่งดงาม และสะท้อนวิถีชีวิต อารมณ์ความรัก และความประณีตของคนในยุคก่อน
เมื่อบทกวีเหล่านี้ถูกบรรเลงผ่านฝีมือของ “เยื่อไม้” เสียงเพลงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความบันเทิงแก่หู แต่ทำหน้าที่ฉายภาพจินตภาพในใจของผู้ฟัง ผู้ฟังสามารถรู้สึกถึงลมพัดอ่อนๆ มองเห็นภาพทิวทัศน์ของแม่น้ำ สายลม หรือแสงแดดในยามเย็นได้อย่างแจ่มชัด
เป็นงานศิลปะที่กระตุ้นประสาทสัมผัสและอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างล้ำลึก
การนำเสนอเพลงเหล่านี้ผ่านการมิกซ์เสียงที่เน้นความโปร่งและเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังวงดนตรีบรรเลงอยู่ตรงหน้าในห้องนิ่งๆ สักห้อง
ซึ่งหาได้ยากยิ่งในงานผลิตเพลงยุคปัจจุบันที่มักเน้นความดังและความแน่นของเสียงสังเคราะห์
หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดนตรี ผลงานของ “เยื่อไม้” เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยและกาลเวลา
เพราะโดยทั่วไป เพลงสุนทราภรณ์และลูกกรุง มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุ แต่งานของ “เยื่อไม้” กลับสามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งอายุสมัยนั้นได้สำเร็จ ด้วยความเรียบง่ายและเป็นสากลของเสียงดนตรีอะคูสติก
ทำให้คนรุ่นใหม่ในยุคนั้นหรือแม้แต่ในยุคนี้ก็ยังสามารถเข้าถึงและรับรู้ถึงความงามของเพลงลูกกรุงได้โดยไม่รู้สึกว่าโบราณหรือหนักหน่วงจนเกินไป
“เยื่อไม้” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “เพลงเก่า” ไม่ใช่สิ่งที่คร่ำครึ แต่เป็นวัตถุดิบทางศิลปะที่มีชีวิต หากนำมาดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ และทักษะทางดนตรีที่สูงส่ง เพลงเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเปล่งแสงสว่างครั้งใหม่ให้แก่ผู้ฟังทุกยุคสมัยเสมอ
ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ทำให้ผลงานของ “เยื่อไม้” ยืนยงมาจนถึงปัจจุบันก็คือ ความคุ้นเคยและความรู้สึกสงบปลอดภัยที่ดนตรีของพวกเขามอบให้
เพราะในโลกยุคปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความวุ่นวาย และเสียงรบกวนมากมาย การได้เปิดฟังอัลบั้มของ “เยื่อไม้” กลายเป็นประสบการณ์เหมือนการได้หลบเข้าไปพักผ่อนในพื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงบ
เสียงเปียโนที่พริ้วไหว เสียงไวโอลินที่เยือกเย็น และเสียงร้องที่อบอุ่นนุ่มนวล ช่วยชะลอจังหวะชีวิตของผู้ฟังให้ช้าลง เป็นดนตรีบำบัดทางอารมณ์ที่ไม่มีวันหมดอายุ
นี่คือความจริงใจในการถ่ายทอดดนตรีไร้สารสังเคราะห์กลายเป็นคุณค่าที่ยิ่งนับวันยิ่งหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมเพลงร่วมสมัย
โดยสรุปแล้ว ผลงานของ “เยื่อไม้” มิได้เป็นเพียงแค่การนำเพลงเก่ามาร้องใหม่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หากแต่เป็นผลงานศิลปะดนตรีที่ทรงคุณค่าและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เยื่อไม้” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการอนุรักษ์และสืบสานเพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ ด้วยการใช้ศาสตร์และศิลป์ของดนตรีคลาสสิกอะคูสติกผสมผสานเข้ากับเสน่ห์อันอ่อนช้อยของภาษาไทยและท่วงทำนองดั้งเดิม
การประสานเสียงอันละมุน เสียงร้องที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก และการจัดวางภาคดนตรีที่ประณีตในทุกรายละเอียด
ทำให้ทุกอัลบั้มของ “เยื่อไม้” กลายเป็นงานขึ้นหิ้งที่ไม่ว่าจะเปิดฟังในยุคสมัยใด หรือผ่านกาลเวลาไปนานเท่าใด คุณค่า ความงดงาม และความอบอุ่นในบทเพลงของพวกเขาก็ยังคงชัดเจน สดใหม่ และตักตวงความสุขให้แก่หัวใจของผู้ฟังได้เสมอ
สมดังนาม “เยื่อไม้” ที่เยื่อใยแห่งความรักในดนตรีของพวกเขายังคงผูกพันและสลักลึกอยู่ในใจของผู้ฟังชาวไทยอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย