Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

เยื่อไม้

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

ดนตรีคือเครื่องบันทึกกาลเวลาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะมันไม่ได้บันทึกเพียงแค่เหตุการณ์หรือถ้อยคำ หากแต่ยังกักเก็บบรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึก และรสนิยมของยุคสมัยนั้นๆ เอาไว้อย่างบริบูรณ์ 

ในภูมิทัศน์ดนตรีไทยสากล วงดนตรีที่มีชื่อว่า “เยื่อไม้” ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ยุคสมัยที่ “เยื่อไม้” ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นช่วงเวลาที่วงการเพลงไทยกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เสียงสังเคราะห์ เพลงป๊อปสมัยใหม่ และจังหวะร็อกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทย

เพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ซึ่งเคยเป็นดนตรีหลักของคนเมืองเริ่มถูกลดบทบาทลงไปมาก ทำให้การปรากฏตัวของ “เยื่อไม้” กลับสร้างปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งด้วยการนำเพลงชั้นครูมาปัดฝุ่นใหม่ ผ่านการเรียบเรียงเสียงประสานอย่างประณีต และนำเสนอด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติก ชนิดที่เรียกว่าแทบจะไร้ซึ่งการสังเคราะห์เสียงใดๆผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงที่ทรงคุณค่า รุ่มรวยด้วยอารมณ์ความรู้สึก และกลายเป็นบทพิสูจน์ว่าความงามของศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่อาจถูกกาลเวลาทำลายลงได้

เสน่ห์อันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ “เยื่อไม้” ตั้งอยู่บนรากฐานของความเคารพในบทเพลงต้นฉบับ รวมเข้ากับความประณีตในการเรียบเรียงดนตรี

เพราะ “เยื่อไม้” ไม่ได้เลือกที่จะเปลี่ยนเพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ให้กลายเป็นเพลงป๊อปทันสมัยเพื่อเอาใจตลาด แต่พวกเขากลับเลือกที่จะดำดิ่งลงไปในแก่นแท้ของดนตรีอะคูสติก เสียงของเครื่องสาย ทั้งไวโอลิน วิโอลา และเชลโล ทำหน้าที่เล่าเรื่องและสร้างบรรยากาศอันละมุนละไม

ขณะที่ชุดเครื่องเป่าอย่างฟลุตและคลาริเน็ตช่วยเพิ่มความสว่างไสวและความมีชีวิตชีวา ให้สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลอย่างที่เครื่องดนตรีไฟฟ้าไม่สามารถเลียนแบบได้

การเลือกใช้เครื่องดนตรีคลาสสิคฝั่งตะวันตกมาบรรเลงท่วงทำนองแบบไทยสากลทำให้เกิดมิติทางดนตรีที่หรูหรา ถ่อมตน และเต็มไปด้วยคลาส การให้จังหวะด้วยเครื่องเคาะ ยิ่งช่วยเสริมความเบาสบาย ทำให้เพลงที่เคยถูกมองว่าเป็นทางการมากในอดีต กลายเป็นเพลงที่ฟังง่าย มีความผ่อนคลาย แต่ยังคงไว้ซึ่งความลึกซึ้งในทุกตัวโน้ต

ในส่วนของเสียงร้อง “เยื่อไม้” ได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบด้วยน้ำเสียงของ “อรวี สัจจานนท์” และ “วิระ บำรุงศรี” ถือเป็นคู่เสียงร้องที่เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ 

น้ำเสียงของ “อรวี” มีความใส เบา แต่ทรงพลังในความรู้สึก เธอขับร้องด้วยเทคนิคการออกเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำตามตำรับเพลงลูกกรุงดั้งเดิม หากแต่ใส่อารมณ์ความนุ่มนวลและการเอื้อนที่ละมุนละไม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปทำให้บทเพลงทั้งหมดเสมือนเสียงกระซิบแห่งความทรงจำที่กินใจผู้ฟังอย่างงดงาม

ในขณะที่เนื้อเสียงของ “วิระ บำรุงศรี” นำเสนอความนุ่มลึก มีความทุ้มอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจในชีวิต

การขับร้องคู่ของทั้งสองคนสร้างสมดุลทางอารมณ์ที่น่าประทับใจ เสียงของพวกเขาไม่ได้พยายามแข่งกันโดดเด่น แต่เป็นการสอดประสานที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือให้เกียรติเนื้อร้องและท่วงทำนองที่ครูเพลงรุ่นก่อนได้รังสรรค์ไว้

หากพิจารณาเนื้อหาและบทเพลงทั้ง 13 อัลบั้ม ที่ “เยื่อไม้” นำมาร้อง และบรรเลงใหม่ จะพบว่า เป็นการรวบรวมมรดกทางปัญญาของบทกวีและดนตรีไทยไว้ได้อย่างทรงคุณค่า

เพลงที่ “เยื่อไม้” เลือกนำมาบันทึกเสียง ล้วนเป็นบทเพลงที่มีภาษาสละสลวย มีการใช้คำอุปมาอุปไมยที่งดงาม และสะท้อนวิถีชีวิต อารมณ์ความรัก และความประณีตของคนในยุคก่อน

เมื่อบทกวีเหล่านี้ถูกบรรเลงผ่านฝีมือของ “เยื่อไม้” เสียงเพลงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความบันเทิงแก่หู แต่ทำหน้าที่ฉายภาพจินตภาพในใจของผู้ฟัง ผู้ฟังสามารถรู้สึกถึงลมพัดอ่อนๆ มองเห็นภาพทิวทัศน์ของแม่น้ำ สายลม หรือแสงแดดในยามเย็นได้อย่างแจ่มชัด

เป็นงานศิลปะที่กระตุ้นประสาทสัมผัสและอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างล้ำลึก 

การนำเสนอเพลงเหล่านี้ผ่านการมิกซ์เสียงที่เน้นความโปร่งและเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังวงดนตรีบรรเลงอยู่ตรงหน้าในห้องนิ่งๆ สักห้อง

ซึ่งหาได้ยากยิ่งในงานผลิตเพลงยุคปัจจุบันที่มักเน้นความดังและความแน่นของเสียงสังเคราะห์

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดนตรี ผลงานของ “เยื่อไม้” เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยและกาลเวลา

เพราะโดยทั่วไป เพลงสุนทราภรณ์และลูกกรุง มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุ แต่งานของ “เยื่อไม้” กลับสามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งอายุสมัยนั้นได้สำเร็จ ด้วยความเรียบง่ายและเป็นสากลของเสียงดนตรีอะคูสติก

ทำให้คนรุ่นใหม่ในยุคนั้นหรือแม้แต่ในยุคนี้ก็ยังสามารถเข้าถึงและรับรู้ถึงความงามของเพลงลูกกรุงได้โดยไม่รู้สึกว่าโบราณหรือหนักหน่วงจนเกินไป

“เยื่อไม้” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “เพลงเก่า” ไม่ใช่สิ่งที่คร่ำครึ แต่เป็นวัตถุดิบทางศิลปะที่มีชีวิต หากนำมาดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ และทักษะทางดนตรีที่สูงส่ง เพลงเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเปล่งแสงสว่างครั้งใหม่ให้แก่ผู้ฟังทุกยุคสมัยเสมอ

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ทำให้ผลงานของ “เยื่อไม้” ยืนยงมาจนถึงปัจจุบันก็คือ ความคุ้นเคยและความรู้สึกสงบปลอดภัยที่ดนตรีของพวกเขามอบให้

เพราะในโลกยุคปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความวุ่นวาย และเสียงรบกวนมากมาย การได้เปิดฟังอัลบั้มของ “เยื่อไม้” กลายเป็นประสบการณ์เหมือนการได้หลบเข้าไปพักผ่อนในพื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงบ

เสียงเปียโนที่พริ้วไหว เสียงไวโอลินที่เยือกเย็น และเสียงร้องที่อบอุ่นนุ่มนวล ช่วยชะลอจังหวะชีวิตของผู้ฟังให้ช้าลง เป็นดนตรีบำบัดทางอารมณ์ที่ไม่มีวันหมดอายุ 

นี่คือความจริงใจในการถ่ายทอดดนตรีไร้สารสังเคราะห์กลายเป็นคุณค่าที่ยิ่งนับวันยิ่งหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมเพลงร่วมสมัย

โดยสรุปแล้ว ผลงานของ “เยื่อไม้” มิได้เป็นเพียงแค่การนำเพลงเก่ามาร้องใหม่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หากแต่เป็นผลงานศิลปะดนตรีที่ทรงคุณค่าและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เยื่อไม้” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการอนุรักษ์และสืบสานเพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ ด้วยการใช้ศาสตร์และศิลป์ของดนตรีคลาสสิกอะคูสติกผสมผสานเข้ากับเสน่ห์อันอ่อนช้อยของภาษาไทยและท่วงทำนองดั้งเดิม

การประสานเสียงอันละมุน เสียงร้องที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก และการจัดวางภาคดนตรีที่ประณีตในทุกรายละเอียด

ทำให้ทุกอัลบั้มของ “เยื่อไม้” กลายเป็นงานขึ้นหิ้งที่ไม่ว่าจะเปิดฟังในยุคสมัยใด หรือผ่านกาลเวลาไปนานเท่าใด คุณค่า ความงดงาม และความอบอุ่นในบทเพลงของพวกเขาก็ยังคงชัดเจน สดใหม่ และตักตวงความสุขให้แก่หัวใจของผู้ฟังได้เสมอ

สมดังนาม “เยื่อไม้” ที่เยื่อใยแห่งความรักในดนตรีของพวกเขายังคงผูกพันและสลักลึกอยู่ในใจของผู้ฟังชาวไทยอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

Post a comment

17 + 2 =