Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

กรกฎาคม 2019

กลุ่มอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป (IHG®) ผู้นำด้านธุรกิจการโรงแรมระดับโลก ล่าสุดประกาศว่า ห้องพักจำนวนกว่า 843,000 ห้องจากโรงแรมทั้งหมดในเครือ จะมีการเปลี่ยนของใช้และอุปกรณ์ในห้องน้ำทั้งหมดจากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าให้สำเร็จภายในปี 2021 ทั้งนี้เพื่อยึดแนวทางความยั่งยืนในการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการลดปริมาณของพลาสติก ซึ่งถือเป็นธุรกิจโรงแรมระดับโลกที่แรกที่ปฏิญาณไว้ว่า โรงแรมทั้งหมดในเครือจะลดปริมาณของใช้และอุปกรณ์ขนาดเล็กในห้องน้ำ เป็นของใช้และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ คีธ บาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IHG กล่าวว่า “การที่บริษัทในเครือกระตุ้นและท้าทายตัวเองด้วยการรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเรามีความเข้าใจอย่างดีถึงสิ่งที่คาดหวังของแต่ละกลุ่ม อาทิ แขกผู้เข้าพัก เจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัท นักลงทุน และซัพพลายเออร์ เป็นต้น การที่โรงแรมมากกว่า 5,600 แห่งจากทั่วโลกมีเป้าหมายเดียวกันที่จะเปลี่ยนไปใช้ของใช้และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้นในห้องน้ำ ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ที่จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและรักษาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน” “นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอันดับ 3 ที่พวกเราได้ก้าวข้ามผ่านจุดสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ และพวกเรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำด้านธุรกิจการโรงแรม โดยตั้งเป้าให้เป็นมาตรฐานของทุกโรงแรมในเครือ IHG นอกจากพวกเราจะมีความหลงใหลในเรื่องของความยั่งยืนแล้ว พวกเรายังคงสานต่อด้วยการมองหาความแตกต่างในเชิงบวก

การได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วรับผลตอบแทนเป็น “รายได้” ก็ถือว่า “คุณเป็นผู้โชคดี” มากแล้ว แต่หากการได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วสามารถสร้างรายได้ พร้อมสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้ นั่นถือเป็น “รางวัลแจ็คพอต”    เราไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ขายของแล้วใช้กลยุทธ์ CSR สร้างรอยยิ้มให้กับผู้คน แต่หมายถึง ความสุขจริงๆ จากการได้พบเจอกัน เหมือนที่ผู้ชายคนหนึ่งมักจะยืนอมยิ้มปริ่มไปด้วยความปลื้มใจ เมื่อเห็นเด็กน้อยหัวใจพองโต หรือคนตัวโตที่หัวใจยังอ่อนโยน คอยละเลียดเมียงมองเจ้าหุ่นเหล็กรูปแบบต่างๆ ในอาณาจักรแห่งความสุขของเขา [caption id="attachment_17964" align="aligncenter" width="900"] กิตติ หรูหราพูนทรัพย์[/caption] “กิตติ หรูหราพูนทรัพย์” ผู้ก่อตั้ง Metal Art Gallery  เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยประสบการณ์ด้านวิศวกร ที่อยู่กับชิ้นส่วนของอะไหล่รูปแบบต่างๆ  ชื่นชอบช่วงเวลาได้อยู่กับชิ้นส่วนหรือโครงสร้าง จนได้เจอกับเพื่อนที่สร้างงานศิลปะจากเศษเหล็ก

เราไม่จำเป็นต้องสร้างค่านิยมให้คนไทยรักของไทย แต่คนไทยทุกคนจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าของไทยมีดีอย่างไร หากหยิบยกประเด็น “ผ้าไทย” ขึ้นมาพูดถึง นอกเหนือจากคำว่าภูมิปัญญาที่สืบทอดกันนานมา เป็นสิ่งบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ภายใต้วิถีความเป็นอยู่ของแต่ละท้องถิ่น และนี่คือหนึ่งในสินค้าที่มีอนาคตทั้งตลาดในเมืองไทยและตลาดโลก ดังนั้นความรู้สึกเดิมๆ ที่ว่า “ผ้าไทย” ใส่แล้วดูเชย ดูสูงวัย วันนี้คงต้องทบทวนความรู้สึกกันใหม่ เราไห้เห็นผ้าไทยที่เก๋ไก๋ได้ในทุกที่ เพราะมีการนำผ้าไทย มาประยุกต์ ดัดแปลง แต่งเติม จนเป็นที่น่าสนใจ บางลวดลาย บางแบบ ก็ดูดีมีราคาไม่ต่างกับแบรนด์หรู คนไทยในปัจจุบันจึงสรรหาผ้าไทยมาประดับตกแต่งหรือใส่ในโอกาสต่างๆ รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งเทรนด์ของการสวมผ้าไทย ก็ไม่ใช่แค่การนุ่งชุดไทยไปวัดเท่านั้น ล่าสุด ททท. เปิดแคมเปญ “นุ่งสยามสามฤดู” ชูแนวคิด “ซื้อผ้าไทย ใส่ผ้าไทย เที่ยวเมืองไทย” จับมือ Influencer ด้านแฟชั่นผ้าไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง พร้อมเปิดตัว Look Book

ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตปัจจุบันของคนทั้งโลก ที่ประเทศไทย ที่อีสานก็เฉกเช่นกัน วิถีชีวิตของอีสานยุคใหม่ทำให้เยาวชนรุ่นนี้น้อยคนนักจะรู้จักความเป็นมาของเครื่องจักสานคุณค่าแห่งมรดกอีสาน..ภูมิปัญญาจากไม้ใผ่ ที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ใช้สอยสารพัด จนชวนให้ฉงนว่า กว่าจะคิดค้นนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวัน ต้องย้ำคิด ย้ำทำ ลองผิดลองถูก จนกระทั่งแน่ใจว่าใช่เลยนั้น ผ่านการทดลองกี่ครั้งกัน ด้วยเล็งเห็นถึงการคิดค้น คิดสร้างสรรค์ ด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบสานในวิถีชีวิตคนอีสานรุ่นก่อน โครงการ “รักษ์บ้านนอก” โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงนำเสนอและเผยแพร่สุดยอดนวัตกรรมจากวิถีพื้นบ้าน ให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนัก ซึมซับถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อสมัยก่อนคนอีสานใช้เวลาว่างจากทำไร่ทำนาสังคมชนบทอีสาน ผู้ชายและผู้หญิงจะแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ “ยามว่างจากงานไร่นา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน”  “ข่อง” (“ข่อง”เป็นภาษาถิ่นอีสาน คือ “ข้อง”ในภาษากลาง) คือปัจจัยสำคัญของการยังชีพในยุคนั้น ข้อง

ที่นี่ คือศูนย์รวมจิตวิญญาณของชุมชน ที่นี่ คือศุนย์รวมแห่งความหวังและยำเกรง ที่นี่ คือศูนย์รวมของวัตถุดิบชั้นดีของเมนูพื้นบ้าน “ดอนปู่ตา” คือป่าวัฒนธรรม เป็นอีสานสโตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นกุศโลบายของบรรพชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษาผืนป่าเอาไว้ให้เป็นแหล่งพันธุ์พืช เพาะวัตถุดิบในการประกอบอาหารตำหรับพื้นบ้าน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดเล็ก สร้างเป็นระบบนิเวศวิทยาที่ธรรมชาติจัดสรรอย่างกลมกลืน สร้างสมดุลและสอดคล้องระหว่างชาวบ้าน พืชและสัตว์ ได้อยู่อาศัยเกื้อกูลกันเสมอมา “ดอนปู่ตา” ยังเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมตามวิถีความเชื่อของชุมชน กรอบจารีตประเพณีอีสาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เป็นแนวทางในการดำรงชีพ และความมุ่งหวังในอนาคตเพื่อปรับสภาวะจิตใจให้มั่นคงจากผลอันเกิดจากการเสี่ยงทายที่เป็นไปในลักษณะใดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมรับสถานการณ์อันอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ประมาท บางครา “ดอนปู่ตา” ก็เป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวบ้านในชุมชน  https://youtu.be/HGMnxLzOHic ความเป็นมา ดอนปู่ตาเป็นบริเวณป่าที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง มีไม้ใหญ่น้อย ไม้เถา ไม้เลื้อย ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น รวมทั้งยังมีผลิตผลจากป่า อาทิ เห็ดชนิดต่างๆ ทั้งเห็ดปลวก เห็ดผึ้ง เห็ดระโงก วิถีชุมชนชาวอีสานมีความเชื่อในบาป บุญ เคร่งครัดในจารีตประเพณี ปฏิบัติกิจตามความเชื่อนี้อย่างมั่นคง เพื่อสร้างขวัญ

ปัจจุบัน ผู้คนกำลังถวิลหาวิถีธรรมชาติ ชื่นชมกับอาหารปลอดสารพิษ เฮโลไปตามหาพืชพันธุ์สายรักษาโรค นานมาแล้ว บรรพชนคนอีสานสอดแทรกวิถีธรรมชาติลงไปในอาหารพื้นบ้าน กลายเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากว่าความเป็นอาหาร อันควรค่าแก่การสืบสานต่อไป “ลาบเครือหมาน้อย” คือเมนูในตำนานที่ว่านั้น อิสานมีวัฒนธรรมการกินในรูปแบบที่สามารถแสวงหาได้จากรอบตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นแมลง นก หนู และสัตว์อื่น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสภาพการดำรงชีวิตของชาวอิสานที่ชอบอิงแอบ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยมีป่า โคก แหล่งน้ำ เป็นแหล่งหลักในการแสวงหาวัตถุดิบมาใช้ในการประกอบอาหาร  นอกจากจะนำเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประกอบเป็นอาหารแล้ว บรรพบุรุษของชาวอิสานยังเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาในการดัดแปลง ปรับตัวให้อยู่รอด โดยการสอดแทรกตำรับยาพื้นบ้านอยู่ในอาหารอีสานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้รับประทาน อาหารพื้นบ้านของอีสานอีกเมนูหนึ่งที่หากินค่อนข้างยาก หรือบางทีคนต่างถิ่นอาจจะไม่กล้าลองลิ้มรส คือ “ลาบเครือหมาน้อย” บางคนฟังชื่อแล้วให้ฉงน เอาหมาน้อยมาลาบให้กินจริงๆ หรือ เปล่าหรอก หมายถึงการคั้นเอาน้ำจากต้นเครือหมาน้อย แล้วนำมำมาปรุงรสกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อเป็นการปรุงแต่งให้น่ารับประทานมากขึ้น เช่นนำไปผสมผสานกับป่น เป็นต้น แต่สำหรับคนที่รู้ถึงสรรพคุณทางยาของเครือหมาน้อยแล้ว จะไม่ลังเลเลยกับการยกทั้งชามขึ้นมาซดจนเกลี้ยง ชื่อที่เรียกว่า หมาน้อยนั้น ไม่อาจทราบที่มาอันแท้จริงได้ได้ บ้างเล่าว่า