Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

“อย่าหยุดยั้ง” Masterpiece วงการเพลงไทย

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)  

โดย นกป่า อุษาคเณย์

อย่าไปแคร์ถึงเรื่องราวในครั้งก่อน

อย่ามัวนอนเศร้าโศกศัลย์เมื่อช้ำใจ

ก็ลองคิดใคร่ครวญมันคุ้มกันหรือเปล่า

ตัดอกตัดใจบ้างเถิดหนาคนดี

แต่เธอบางคนยังยึดมั่นภายในใจ

ซ่อนเก็บความเจ็บไว้มีใครบ้างไหมเข้าใจเธอ

มียังมีคนอื่นเข้าใจเธอยังมี

อย่าสับสนอย่ากังวลร้องไห้ไปทำไมทิ้งไว้ในอดีต

อยู่แห่งไหนหรือเป็นใครเคยช้ำโศก

ใช่เพียงตัวเราที่อับเฉายับเยิน

ชีวิตของคนเรามันพบพานหลายหลาก

มีสุขสมหวังมีปวดร้าวปนเป

วันเวลาที่แสนเศร้าคงจางไป

ไม่นานความสดใสที่เธอหวังคงคืนมา

โอ้พรอันใดศักดิ์สิทธิเพียงไหนจงบันดาล

สู่แดนดินแด่ตัวเธอผู้ช้ำตรมในดวงใจให้หายความจาบัลย์

ต่อแต่นี้หัวใจเธอมีเพียงความสบายใจ

เธอเปี่ยมล้นด้วยพลังเธอสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยใจ

และเธอคงเข้าใจสิ่งที่แล้วพลาดพลั้งไปเธอเข้าใจ

อย่าอย่าหยุดยั้งก้าวไปยังสิ่งที่หมาย

ที่เธอใฝ่และฝันให้สมหวังดังใจปองโอ้เธอ

(“อย่าหยุดยั้ง” คำร้องปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ ทำนอง/เรียบเรียงเสียงประสาน: โอฬาร พรหมใจอัลบั้ม: กุมภาพันธ์ 2528 (ผลงานชุดแรก วางจำหน่ายปี พ.ศ. 2530) นักดนตรี: โอฬาร พรหมใจ (โอ้) / กีตาร์, ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ (ลูกโป่ง) / ร้องนำแซกโซโฟน, ฉัตรพงษ์ นิยมไทย (แตงโม) / คีย์บอร์ด, ชนินทร์ แสงคำชู (กุ๋งกิ๋ง) / กลอง, เกียรติชัย แซ่โอ๊ว (หมูพีท) / เบส)

เพลง “อย่าหยุดยั้ง” ของวง The Olarn Project ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สร้างปรากฏการณ์สำคัญในวงการเพลงไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวง Rock ไทยที่กำลังเติบโตในช่วงทศวรรษ1980

“อย่าหยุดยั้ง” ปรากฏตัวครั้งแรกในอัลบั้ม “กุมภาพันธ์ 2528” ภายใต้สังกัดเสียงทอง ซึ่งเป็นยุคที่วงการเพลงไทยกำลังเริ่มเปิดรับอิทธิพลจากตะวันตกอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการผลิต การบันทึกเสียง และการสร้างภาพลักษณ์ของศิลปิน

เพลงนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่บทเพลง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับมาตรฐานของดนตรีไทยให้ทัดเทียมกับสากล

ต่อมา “มาโนช พุฒตาล” เจ้าของค่าย Milestone Records เขาได้ซื้อลิขสิทธิ์อัลบั้ม “กุมภาพันธ์ 2528” จาก “เสียงทองมา” เป็นของ Milestone Records และผลักดันให้ The Olarn Project อัดเสียงเพลง “อย่าหยุดยั้ง” ในเวอร์ชั่นใหม่แบบอะคูสติก ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม “หูเหล็ก”

การตีความใหม่ครั้งนี้ทำให้เพลงมีมิติที่แตกต่างออกไป โดยเน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงพลังใจ และความหมายเชิงปรัชญาไว้อย่างครบถ้วน เสียงกีตาร์อะคูสติก และการร้องที่นุ่มนวลมากขึ้นทำให้เพลงเข้าถึงผู้ฟังในอีกระดับหนึ่ง

ต่อมา วง The Olarn Project ยังได้บันทึกเสียงเพลง “อย่าหยุดยั้ง” อีกครั้งในอัลบั้ม The Olarn Classic ซึ่งถือเป็นการนำบทเพลงในตำนานกลับมาสู่ผู้ฟังรุ่นใหม่ในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษาแก่นแท้ของเพลงไว้อย่างเหนียวแน่น การอัดใหม่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของวงที่จะรักษามรดกทางดนตรี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง

ในเชิงดนตรี เพลง “อย่าหยุดยั้ง” มีโครงสร้างคอร์ดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใช้คอร์ดที่ให้ความรู้สึกสดใสและมั่นคง การจัดเรียงคอร์ดในเพลงนี้ถูกออกแบบให้สร้างความต่อเนื่อง และความหนักแน่น

ในท่อนฮุคที่ใช้การไล่คอร์ดแบบคลาสสิกเพื่อเน้นความหมายของเนื้อร้อง เทคนิคการเล่นกีตาร์ของโอฬาร พรหมใจในเพลงนี้มีทั้งการใช้ริฟฟ์ที่หนักแน่น และการโซโล่ที่มีความไพเราะและซับซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการผสมผสานความเป็น Rock สากลเข้ากับรสนิยมของผู้ฟังไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงร้องของโป่งมีความเข้มข้น และทรงพลัง โดยใช้เทคนิคการลากเสียง และการเน้นคำสำคัญเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ฟัง

การเรียบเรียงดนตรีสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะยกระดับมาตรฐานของเพลงไทยให้ทัดเทียมกับสากล องค์ประกอบต่างๆ ถูกจัดวางอย่างมีชั้นเชิง และได้รับอิทธิพลจากวง Rock ระดับโลกยุค 70s–80s เช่น Deep Purple, Led Zeppelin

ขณะเดียวกัน ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ได้อย่างลงตัว

การบันทึกเสียงในห้องอัดในยุคนั้นถือว่ามีมาตรฐานสูงเมื่อเทียบกับวงการเพลงไทย เสียงกีตาร์มีความชัดเจน เสียงร้องถูกบันทึกอย่างทรงพลัง และการมิกซ์เสียงทำให้ทุกองค์ประกอบของเพลงโดดเด่นโดยไม่กลบกัน

อิทธิพลของเพลงนี้ต่อสังคมและวงการดนตรีไทยนั้นมหาศาล สำหรับคนร่วมสมัย เพลงนี้เป็นเหมือนคำประกาศถึงความเชื่อมั่นในพลังชีวิต และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจในยุค 80s และยังคงมีความหมายต่อผู้ฟังในยุคปัจจุบัน

สำหรับนักดนตรีรุ่นใหม่ เพลงนี้เป็นตัวอย่างของการสร้างสรรค์งานที่มีทั้งพลัง และความหมาย ทำให้หลายคนได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง และเป็น Rocker

“อย่าหยุดยั้ง” เป็นหนึ่งในหลักไมล์สำคัญที่ทำให้ร็อกไทยได้รับการยอมรับในวงกว้าง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดนตรีไทย

หากมองในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เพลงนี้เกิดขึ้นในยุค 80s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความทันสมัยมากขึ้น การเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านดนตรี และแฟชั่นทำให้เพลง Rock ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่

เพลง “อย่าหยุดยั้ง” จึงสะท้อนความคิด และความรู้สึกของคนรุ่นนั้นที่ต้องการปลดปล่อยพลัง และแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

เนื้อหาของเพลงที่พูดถึงการไม่ย่อท้อ และการเดินหน้าสู่ความฝันสอดคล้องกับบรรยากาศทางสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง และการเปลี่ยนแปลง

ความที่ “อย่าหยุดยั้ง” มีความเป็นปรัชญา ไม่ใช่เพียงเพลงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นเพลงที่มีสาระ และแรงบันดาลใจ ทำให้มีความ Classicและยังคงส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยจนถึงปัจจุบัน

อิทธิพลของเพลงนี้ต่อวงการดนตรีไทยนั้นมหาศาล ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของยุคทองแห่ง Rock ไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่มีทั้งพลัง และความหมาย

เนื้อร้องที่พูดถึงการเดินหน้าสู่ความฝันโดยไม่ย่อท้อ ท่วงทำนองที่ผสมผสานความหนักแน่นและความไพเราะ และปรัชญาที่แฝงอยู่ในเพลง ล้วนทำให้ “อย่าหยุดยั้ง” กลายเป็นเพลงที่ข้ามยุคสมัย และยังคงมีความหมายต่อแฟนเพลงร็อกไทยจนถึงปัจจุบัน

เพลงนี้ถูกนำไปเล่นซ้ำในคอนเสิร์ตหลายครั้ง และยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ดีที่สุดของวงการเพลงไทย

เมื่อถึงอิทธิพลที่ส่งต่อมายาวนานกว่า 40 ปี เพลง “อย่าหยุดยั้ง” สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็น Masterpiece ของวงการเพลงไทยอย่างแท้จริง

เพราะมันไม่เพียงแต่เป็นบทเพลง หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ความเชื่อมั่นในพลังชีวิต และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ซึ่งเป็นคุณค่าที่ข้ามพ้นกาลเวลา และยังคงสดใหม่เสมอสำหรับผู้ฟังทุกยุคทุกสมัย

Post a comment

seventeen + 8 =