Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

“ช้างไห้” บทเพลงสำหรับ “คนเนรคุณ”

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก) 

โดย นกป่า อุษาคเณย์

เกิดมาเป็นช้าง   มีแต่ทำงานหนัก
ชักลากไม้ซุงเถื่อน   เดินป่าพาคนเที่ยว
เรี่ยวแรงน้อยถอยลง   เขาก็มอมยาม้า
เกิดมาเป็นช้าง   เหลือเพียงแค่สองสายพันธุ์
เอเชีย   อัฟริกัน   นับวันช้างลดจำนวน
จวนเจียนจะสูญไป   แสนเสียดายพันธุ์ช้าง
ป่าไม้ได้ถูกทำลาย ช้างล้มตายเพราะถูกใช้ทรมาน
คนเอยไม่เคยสงสาร   รีดแรงงานจนขาหักหลังโกง
ยามสัตว์ใหญ่ล้มตาย  โหรทำนายถึงความมั่นคง
แผ่นดินนี้ก่อนธงไตรรงค์   เรายังคงชักธงรูปช้าง
ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวไปปิดไม่มิด คำสุภาษิตให้ขบคิดดูสักหน

ก่อนกลายเป็นเรื่องเศร้า เรื่องราวช้างกระทืบคน
จนตำรวจตัดสินด้วยปืนกล สรุปผลตายตกไปตามกัน  
มีข้าวกินเพราะควาย มีแผ่นดินไทยก็เพราะช้าง
องค์นเรศวรสร้าง เอกราชบนหลังพลายพัทธกอ
จนเมืองไทยได้เป็นบ้านเกิด เราคนไทยล้วนเป็นผู้ก่อ
สวมใส่กำไล สร้อยคอ ทำจากงาช้างอย่างนั้นเนรคุณ…ช้าง
มีข้าวกินเพราะควาย มีแผ่นดินไทยก็เพราะช้าง
องค์นเรศวรสร้างเอกราชบนหลังพลายพัธกอ
จนเมืองไทยได้เป็นบ้านเกิด เราคนไทยล้วนเป็นผู้ก่อ
แผ่นดินเชิดหน้าชูคอ มีสัตว์ชื่อช้างร่วมสร้างร่วมฝ่าฟัน
เกิดมาเป็นช้าง ช้างพลาย ช้างพัง สีดอ
ขอคนเข้าใจบ้างหนอ  ขอช้างอยู่ประสาช้าง
คนอยู่ประสาคน โลกก็สันติสุข

อัลบั้ม ช้างไห้ สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 13 ของวงคาราบาว ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ.2536 โดยเหลือสมาชิกจากยุคคลาสสิคเพียง แอ๊ด-ยืนยง โอภากุล และ อ๊อด-เกริกกำพล ประถมปัทมะ และสมาชิกจากชุด สัจจะ 10 ประการ คือ ดุก-ลือชัย งามสม และ โก้-อัทธนันต์ ธนอรุณโรจน์ โดยอัลบั้มนี้มีสมาชิกเพิ่มเติมคือ หมี-ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ มารับตำแหน่งลีดกีตาร์

เพราะ “ช้าง” มีแต่ “ให้” เสมอมา

บทเพลง “ช้างไห้” ของคาราบาวในอัลบั้มชุดที่ 13 ซึ่งออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2536 ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่สะท้อนความเป็น “เพลงเพื่อชีวิต” อย่างเข้มข้นที่สุดของวงในยุคหลัง โดยมีการผสมผสานทั้งร็อกอะบิลลี่และโครงสร้างดนตรีที่ยังคงเอกลักษณ์ของคาราบาว

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงที่ห้อง Center Stage และจัดจำหน่ายโดยค่ายD-Day Entertainment โดยมีแอ๊ด คาราบาวเป็นโปรดิวเซอร์หลัก และเป็นช่วงเวลาที่วงมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิก โดยเล็ก ปรีชา ชนะภัยออกจากตำแหน่งลีดกีตาร์ และหมี ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะเข้ามาแทน ทำให้ความเข้มข้นทางดนตรีและการตีความเชิงสังคมมีมิติใหม่ที่ต่างไปจากยุคคลาสสิค

“ช้างไห้” ของคาราบาวเป็นหนึ่งในผลงานอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยอัลบั้มที่ใช้ชื่อนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ทางศิลปะ แต่ยังเป็นการวิพากษ์สังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2530–2540 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม

เพลงนี้เปิดด้วยการใช้สัญลักษณ์ “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาเป็นแกนกลางในการเล่าเรื่องและวิพากษ์ศีลธรรมของสังคม เนื้อหาสะท้อนการถูกใช้แรงงานอย่างหนัก การถูกทรมาน และการลดจำนวนลงของช้างในธรรมชาติ

พร้อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สร้างเอกราชบนหลังช้าง แต่กลับถูกคนรุ่นหลัง “เนรคุณช้าง” ด้วยการฆ่าเพื่อเอางาไปทำเครื่องประดับ เพลงจึงเป็นทั้งการรำลึกและการวิจารณ์เชิงศีลธรรมที่เข้มข้น

การตีความเชิงสัญลักษณ์ของช้างในวัฒนธรรมไทยนั้นมีความซับซ้อน ช้างถูกมองว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ ตั้งแต่ช้างเผือกในราชสำนักจนถึงช้างศึกในสงคราม 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช้างก็เป็นแรงงานที่ถูกใช้ในป่าและการก่อสร้าง การที่คาราบาวเลือกใช้ “ช้างไห้” เป็นชื่อเพลงและชื่ออัลบั้มจึงเป็นการสะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทยที่ยกย่องช้างในเชิงสัญลักษณ์ แต่กลับทำร้ายช้างในเชิงปฏิบัติ เพลงนี้จึงเป็นการตีแผ่ความย้อนแย้งทางวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

เพราะ “ช้าง” มีแต่ “ให้” เสมอมา

ยังใช้ได้ในยุคใหม่ กรณี “สีดอหูพับ”

เมื่อเปรียบเทียบกับช้างในวัฒนธรรมอื่น เช่น ช้างอินเดียที่ถูกยกย่องในฐานะพาหนะของพระพิฆเนศ และเป็นสัตว์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนา หรือช้างแอฟริกาที่ถูกมองในฐานะสัตว์ป่าอันทรงพลังและเป็นเป้าหมายของการล่าเพื่อเอางา

จะเห็นได้ว่าช้างในแต่ละวัฒนธรรมมีบทบาทที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการที่มนุษย์ใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์และทรัพยากรในเวลาเดียวกัน

เพลง “ช้างไห้” จึงไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับช้าง แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในระดับสากล ที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งระหว่างการเคารพบูชาและการทำลาย

ในเชิงดนตรี เพลงนี้ใช้ทำนองที่หนักแน่น มีการผสมผสานเสียงกีตาร์ร็อคกับจังหวะที่ใกล้เคียงกับเพลงพื้นบ้านเพื่อชีวิต เสียงร้องของแอ๊ด คาราบาวถูกวางให้มีพลังและความเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของช้างที่ถูกทำร้าย และความเจ็บปวดของสังคมที่สูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมชาติไปพร้อมกัน

การจัดวางเสียงในอัลบั้มนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวงที่มีการปรับสมาชิก โดยเล็ก ปรีชา ชนะภัยออกจากตำแหน่งลีดกีตาร์ และหมี ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะเข้ามาแทน ทำให้โทนเสียงกีตาร์มีความเข้มข้นและดุดันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาที่วิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเชื่อมโยงกับบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจไทยในยุคนั้น จะเห็นได้ว่าเพลงนี้ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่ก็เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่าและการล่าช้างเพื่อเอางาเป็นปัญหาสำคัญที่ถูกพูดถึงในสังคม

เพลง “ช้างไห้” จึงเป็นการสะท้อนเสียงของธรรมชาติที่ถูกทำลาย และเป็นการวิพากษ์เชิงศีลธรรมต่อสังคมที่หลงลืมคุณค่าของสัตว์และสิ่งแวดล้อม

เพลงนี้จึงทำหน้าที่เป็นการเตือนใจว่ามนุษย์ไม่ควรละเลยความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การที่ช้างร้องไห้ในเพลงจึงไม่ใช่เพียงการบรรยายความเจ็บปวดของสัตว์ แต่ยังเป็นการสะท้อนความเจ็บปวดของมนุษย์ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปด้วย

การเปรียบเทียบกับกรณี “สีดอหูพับ” จึงเป็นการวิพากษ์ว่าคนไทยในยุคปัจจุบันได้หลงลืมความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของช้างไปแล้ว เหลือเพียงการใช้ประโยชน์เชิงวัตถุและเศรษฐกิจ

อัลบั้ม “ช้างไห้” ยังมีเพลงอื่นๆ ที่สะท้อนปัญหาธรรมชาติ สังคมและวัฒนธรรม เช่น “ปกากะญอ” ที่พูดถึงชนเผ่าพื้นเมือง, “ทายาทตระกูลหยี” ที่วิพากษ์การสืบทอดอำนาจ, “ยายสำอาง” ที่กลายเป็นเพลงฮิตสะท้อนชีวิตคนชนบท, “ครู ‘เล” ที่กล่าวถึงบทบาทครู

“แร้งคอย” ที่เปรียบเปรยการรอคอยอย่างสิ้นหวัง, “เสียงอีสาน” ที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น, “กำลังใจแรงงาน” ที่ให้พลังแก่ชนชั้นแรงงาน, “สาละวิน” ที่โยงถึงปัญหาชายแดน และ “ยังไม่สาย” ที่เป็นบทสรุปเชิงกำลังใจ ทั้งหมดนี้ทำให้อัลบั้มมีความสมบูรณ์ในฐานะงานที่วิพากษ์สังคมไทยในหลายมิติ

Post a comment

14 + 2 =