Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

ไก่ได้พลอย

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)

โดย นกป่า อุษาคเณย์

วงพลอยถือกำเนิดจากแนวคิดของ “แจ้” ดนุพล แก้วกาญจน์ หลังออกจากวงแกรนด์เอ็กซ์ โดยตั้งชื่อแรกว่า “แจ้และพลอย” ก่อนจะพัฒนาเป็นวงพลอยเต็มตัวในปี 2529–2533

ชื่อวง “พลอย” มาจากสำนวนไทย “ไก่ได้พลอย” ที่สื่อถึงสิ่งมีค่าที่บางครั้งไม่ได้รับการเข้าใจหรือใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง แต่ในกรณีนี้ถูกพลิกความหมายให้เป็นการยืนยันคุณค่าของดนตรีที่วงสร้างขึ้น

ประวัติและการก่อกำเนิด

แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ อดีตสมาชิกวงแกรนด์เอ็กซ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 1980s ก่อนออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวกับอัลบั้ม ฝันสีทอง เพื่อรองรับงานคอนเสิร์ตและอัลบั้มเดี่ยว แจ้จึงรวมตัวนักดนตรีกลางคืนฝีมือดี ตั้งชื่อว่า แจ้และพลอย” ในช่วงแรก

ต่อมาเมื่อวงเริ่มมีผลงานของตัวเอง จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วงพลอย” และออกอัลบั้มกับค่ายนิธิทัศน์โปรโมชั่น

ที่มาของชื่อ “พลอย” และสำนวน “ไก่ได้พลอย”

สำนวนไทย “ไก่ได้พลอย” หมายถึงการได้สิ่งมีค่ามาแต่ไม่รู้จักใช้หรือไม่เห็นคุณค่า แจ้และสมาชิกวงเลือกใช้คำว่า “พลอย” เพื่อสื่อถึงความงดงามและคุณค่าของดนตรีที่พวกเขาสร้างขึ้น แม้ในยุคแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงวงแบคอัพ แต่แท้จริงแล้วมีศักยภาพสูง

การตั้งชื่อเช่นนี้จึงเป็นการพลิกความหมายจากสำนวนไทย ให้กลายเป็นการประกาศว่า “พลอย” คือสิ่งล้ำค่าที่จะเปล่งประกายในวงการเพลง

เส้นทาง “วงพลอย”

การก่อกำเนิดของวงพลอยเริ่มต้นจากการที่แจ้ต้องการทีมดนตรีที่มีความสามารถสูงมาร่วมบันทึกเสียงและแสดงสดในอัลบั้มเดี่ยวของเขา เช่น ฝันสีทองของขวัญ, และ เทวดาเดินดิน ซึ่งเป็นงานที่ต้องการความละเอียดอ่อนทั้งในด้านการเรียบเรียงเสียงประสานและการเล่นสด นักดนตรีที่เข้ามาร่วมงานกับแจ้ในช่วงนั้นล้วนเป็นมืออาชีพที่ผ่านการเล่นกลางคืนในผับและคลับต่าง ๆ และมีชื่อเสียงในวงการ เช่น ติ๊ก ชิโร่ ที่ต่อมาเป็นศิลปินเดี่ยวชื่อดัง, มืด ไข่มุก, จิ๊บ รด., รักษ์ สวัสดิ์ชิตัง, เหม และชาตรี คงสุวรรณ ฯลฯ รวมทั้งหมด 9 คน การรวมตัวกันนี้ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความเป็นป๊อป ร็อก และโซลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

สมาชิกแต่ละคนมีพื้นฐานจากการเป็นนักดนตรีกลางคืนที่ต้องเล่นเพลงหลากหลายแนวเพื่อเอาใจผู้ฟัง จึงมีความชำนาญทั้งการเล่นสดและการดัดแปลงเพลงให้เข้ากับบรรยากาศ การที่แจ้เลือกพวกเขามาร่วมงานจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการมองเห็นศักยภาพที่จะสร้างงานดนตรีที่มีคุณภาพสูงและแตกต่างจากกระแสหลักในเวลานั้น เมื่อรวมตัวกันเป็นวงพลอย พวกเขาจึงสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

ผลงานของวงพลอยมีทั้งหมด 3 ชุด ได้แก่ สุภาพบุรุษนักฝันสมาคมคนเจ็บ ๆ, และ พลอย #3 ซึ่งแต่ละชุดสะท้อนถึงความสามารถในการแต่งเนื้อร้อง ทำนอง และการเรียบเรียงเสียงประสานที่ซับซ้อน เพลงของวงพลอยมักมีเนื้อหาลึกซึ้ง สะท้อนความฝัน ความรัก ความเจ็บปวด และการมองโลกในเชิงปรัชญา การบันทึกเสียงในห้องอัดก็ทำได้อย่างประณีต มีการใช้เทคนิคที่ทันสมัยในยุคนั้นเพื่อให้เสียงออกมาคมชัดและมีมิติ การร้องของสมาชิกและการประสานเสียงทำให้เพลงมีพลังและความไพเราะที่ยังคงตราตรึงใจผู้ฟังมาจนถึงปัจจุบัน

ผลงานคลาสสิค

วงพลอยประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนั้น มีเพลงฮิตจำนวนมากที่ติดหูคนฟัง เช่น “สุภาพบุรุษนักฝัน” และ “สมาคมคนเจ็บ ๆ” ความนิยมไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเพลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมาชิกในวงที่แต่ละคนมีเสน่ห์และฝีมือโดดเด่น ทำให้แฟนเพลงติดตามทั้งผลงานของวงและงานเดี่ยวของสมาชิก เมื่อเวลาผ่านไป แม้กระแสเพลงจะเปลี่ยนไป แต่ผลงานของวงพลอยยังคงถูกนำกลับมาผลิตใหม่ในรูปแบบแผ่นเสียงและ CD รวมฮิตในปี 2569 เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับคุณภาพของดนตรีที่แท้จริง

สุภาพบุรุษนักฝัน ผลงานชุดแรกถือเป็นการประกาศตัวตนของวงพลอยอย่างแท้จริง เพลงไตเติล “สุภาพบุรุษนักฝัน” มีการใช้ท่อนริฟกีตาร์ที่ชัดเจน เปิดด้วยคอร์ดเมเจอร์ที่ให้ความรู้สึกสดใส แต่เมื่อเข้าสู่ท่อนฮุคกลับมีการเปลี่ยนคีย์เล็กน้อยเพื่อสร้างความลึกซึ้ง เนื้อร้องสะท้อนถึงความฝันและความโรแมนติกในแบบชายหนุ่มที่ยังเชื่อในอุดมคติ การเรียบเรียงเสียงประสานมีการใช้คอรัสซ้อนเสียงที่ทำให้เพลงมีมิติและพลังมากขึ้น

สมาคมคนเจ็บๆ ชุดที่ 2 มีโทนที่เข้มข้นขึ้น เนื้อหาของเพลงมักพูดถึงความผิดหวัง ความเจ็บปวด และการต่อสู้กับความรู้สึกภายใน เพลง “สมาคมคนเจ็บๆ” ใช้จังหวะกลางที่ไม่เร็วเกินไป แต่เน้นการตีคอร์ดกีตาร์ที่หนักแน่นและเสียงเบสที่เดินอย่างมั่นคง ท่อนฮุคมีการใช้เสียงร้องนำที่ลากยาวและการประสานเสียงที่เพิ่มความเศร้าสร้อย เนื้อร้องสะท้อนความเป็นกลุ่มคนที่มีบาดแผลทางใจแต่ยังคงยืนหยัดอยู่ด้วยกัน 

พลอย #3 ชุดนี้ถือเป็นการทดลองและพัฒนาสไตล์ของวงไปอีกขั้น เพลงมีความซับซ้อนทางโครงสร้างมากขึ้น เช่น การใช้ท่อนบริดจ์ที่ยาวและการเปลี่ยนจังหวะกลางเพลง ใช้การผสมผสานของร็อกและแจ๊ส โดยมีการโซโลกีตาร์ที่ใช้สเกลโมดัล เสียงคีย์บอร์ดถูกปรับให้มีโทนไฟฟ้าและทันสมัยมากขึ้น มีการใช้เครื่องสายเสริมในห้องอัด ทำให้เพลงมีความอลังการและโรแมนติก การร้องนำมีการใช้เทคนิคการลากเสียงและการไล่โน้ตขึ้นลงที่แสดงถึงความสามารถของนักร้องในวง

การบันทึกเสียงและการแสดงสด วงพลอยมีชื่อเสียงในด้านการบันทึกเสียงที่ละเอียดและการแสดงสดที่ทรงพลัง ในห้องอัด พวกเขาใช้เทคนิคการอัดแบบมัลติแทร็กที่ทันสมัยในยุคนั้น ทำให้สามารถควบคุมเสียงแต่ละเครื่องดนตรีได้อย่างแม่นยำ การแสดงสดของวงพลอยมักมีการดัดแปลงท่อนดนตรี เช่น การโซโล่ยาวขึ้น การเปลี่ยนจังหวะเพื่อสร้างความตื่นเต้น และการประสานเสียงสดที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงพลังของวงอย่างแท้จริง

ความเป็นอมตะของผลงาน สิ่งที่ทำให้เพลงของวงพลอยยังคงมีคุณค่าคือการผสมผสานระหว่างทักษะทางดนตรี เนื้อหาที่ลึกซึ้ง และการบันทึกเสียงที่มีคุณภาพสูง เพลงของพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นงานศิลปะที่สะท้อนความคิด ความรู้สึก และยุคสมัย ผลงานทั้งสามชุดจึงยังคงถูกพูดถึงและนำกลับมาฟังใหม่ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี

บทสรุป

ในปัจจุบัน สมาชิกหลายคนเติบโตในเส้นทางดนตรีที่แตกต่างกัน บางคนยังคงทำงานในวงการเพลง บางคนผันตัวไปเป็นโปรดิวเซอร์หรือครูสอนดนตรี แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขายังคงเป็นที่จดจำในฐานะนักดนตรีที่สร้างผลงานอมตะ วงพลอยจึงไม่ใช่เพียงแค่ชื่อวง แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่ศิลปินสามารถยืนหยัดด้วยฝีมือและความรักในดนตรี

บทสรุป วงพลอยถือกำเนิดขึ้นจากการร่วมงานกับแจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ และสามารถแจ้งเกิดด้วยผลงานที่มีคุณภาพสูง จนต่อมาสามารถยืนด้วยตนเองและสร้างชื่อเสียงในฐานะวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี แต่ผลงานของพวกเขายังคงมีคุณค่าและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ การเดินทางจากการเป็นนักดนตรีกลางคืนสู่การเป็นตำนานของวงการเพลงไทยคือเรื่องราวที่สะท้อนถึงพลังของความฝัน ความพยายาม และความรักในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง

Post a comment

twenty − twelve =