Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim

Subscribe to our newsletter

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam
[contact-form-7 id="9582" html_class="default"]

วงสนทนาขนาดเล็กกับผู้ชายใจใจนิ่ง “ชาติ ภิรมย์กุล”

 

ย้อนกลับไป 8 มกราคม 2561  ก่อน meetthinks.com จะเริ่มต้นชีวิตของความคิดในโลกออนไลน์ 1 วัน เรามีนัดกับ “ชาติ ภิรมย์กุล” ผู้ชายใจนิ่ง แม้ขณะกำลังต่อสู้กับโรคร้าย

วันนี้ ชาติ ภิรมย์กุล จากไป แต่ความคิดของเขายังคงอยู่ meetthinks ขอย้อนคืนเวลา เพื่อกลับไปหาวงสนทนาในวันนั้น

เช้ามืดเสาร์นั้น วงสนทนาขนาดเล็กกับชาติ ภิรมย์กุลที่ร้านกาแฟหอมหมื่นลี้ สถานีรถไฟฟ้าไทรม้า นนทบุรี เริ่มด้วยการถามไถ่ถึงบทแรกของโรคร้าย

แต่เดี๋ยวก่อน “ชาติ ภิรมย์กุล” คือใคร? บางคนอาจจะมีคำถามอยู่ในใจ

ต่อคำถามถึงนิยามความเป็นตัวตนของ ชาติ ภิรมย์กุล…

เขาตอบว่า “ไม่มีนิยามมีแต่ความจริงของชีวิต

ยุคนี้ 4.0 ควรจะเป็นตัวเองมากที่สุด”

นั่นเป็นคำตอบแบบชาติตอบ เมื่อถามถึงนิยามของตัวเอง แต่คนที่รู้จักชาติมาก่อนอาจจะอยากเติมเต็มเข้าไปในคำตอบนั้น

ชาติ ภิรมย์กุล เป็นผู้ชายอารมณ์ดี คุยสนุก มุขเยอะ แถมดูหมอเก่งอีก

นั่นอาจจะเป็นคำตอบจากฝ่ายหญิง

ชาติ ภิรมย์กุล เป็นผู้ชายที่น่ารัก ไม่ทิ้งเพื่อน รักน้อง โห..ใจ ไปไหนไปกัน ทั้งคืนก็ได้ ทั้งๆ ที่ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ และที่สุดๆ จะดี ตรงที่มีเครดิตให้อ้างอิงกับฝ่ายหญิงได้ว่าอยู่กับพี่ชาตินะ ไม่ได้ไปเกเรที่ไหน สบายใจได้

นี่น่าจะเป็นคำตอบของฝ่ายชายที่รู้จัก มักคุ้นกับชาติดี

นั้นเป็นมุมคนที่ใกล้ชิดกับชาติมอง ถอยห่างออกมา มองเข้าไปในวงชีวิตชองชาติ จะเห็นในอีกแง่มุมของเขา

ชาติเป็นนักเขียนที่เริ่มเขียนเมื่อตกงาน เขียนเพราะว่าง ไม่มีอะไรจะทำ แต่งานเขียนของชาติกลับไม่ใช่ถ้อยความตัดพ้อต่อว่าถึงโชคร้าย ที่ต้องตกงานเมื่ออายุมาก ทำให้ลำบากในการหางานทำ

งานเขียนของชาติกลับเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่สนุก เปี่ยมอารมณ์ขัน และในนั้นแทรกด้วยข้อคิด กำลังใจ

ให้คนอ่านได้มีรอยยิ้มเปื้อนริมฝีปาก เดินหน้าแบบคนคิดบวก

งานเขียนอารมณ์ประมาณนี้ทะยอยออกมาให้แฟนหนังสือได้ติดตามพร้อมรอยยิ้ม 20 ปี 45 เล่ม

กระทั่งชาติเป็นมะเร็ง ต้องเข้ารักษาตัวเองในโรงพยาบาลนานนับ 6 เดือน ตารางเวลารักษาแน่นเอี๊ยด แน่นขนาดที่ต้องใช้หมอสี่คนรุมหนึ่งคนไข้ เจ็บป่วยแบบหน้าดำไหม้ กลืนน้ำลายยังเจ็บคอ ปวดหัวแทบระเบิด

งานเขียนของชาติก็ยังทะยอยออกมาผ่านโลกโซเชียลด้วยเฟซบุ้ค

แม้จะเป็นขนาดสั้นๆ ก็ยังคงเป็นขนาดสั้นๆ ที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน

มองโรคร้ายในอีกแง่มุม

และที่แน่นหนัก คือ ป่วยแบบมีเป้าหมาย

“ต้องหายเพื่อไปปั่นจักรยาน”

เช้ามืดเสาร์นั้น วงสนทนาขนาดเล็กกับชาติ ภิรมย์กุลที่ร้านกาแฟหอมหมื่นลี้ สถานีรถไฟฟ้าไทรม้า นนทบุรี เริ่มด้วยการถามไถ่ถึงบทแรกของโรคร้าย

……………………..

รู้ตอนไหนว่าเป็นมะเร็ง…

ตอนแรกไปโรงพยาบาลเพราะปวด จุก แน่นหน้าอกเหมือนโดนรถทับ ไปตอนตุลา ปลายปี 59 หมอห้องฉุกเฉินเจาะเลือดไปตรวจแล้วบอกว่าเป็นไข้เลือดออก พอหมอบอกเป็นไข้เลือดออก เราก็สบายใจแล้วว่าไม่เป็นไรมาก เป็นแค่นี้เดี๋ยวก็หาย

นอนให้เลือด ให้ยาฆ่าเชื้ออยู่สองวัน จากนั้นหมอใหญ่มาบอกว่า คุณชาติ คุณไม่ได้เป็นไข้เลือดออกนะ ไอ้เราก็ดีใจว่า สงสัยหายแล้ว หมอบอกต่อ…เป็นโรคเลือด เป็นเม็ดเลือดขาวผิดปกติ ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรนะ ฟังแล้วเลยเฉยๆ

…หมอให้ไปรักษากับหมอเฉพาะทางนะ เพราะที่นี่เราไม่มี ลองไปโรงพยาบาล จุฬาฯ รามาฯ ศิริราช ธรรมศาสตร์รังสิต

พอหมอใหญ่กลับเลยถามหมอเจ้าของไข้ว่า หมอครับ ผิดปกติในเม็ดเลือดขาวคืออะไร หมอบอก มะเร็งในเม็ดเลือดขาว แปลกอย่าง ตอนที่รู้ว่าเป็น เฉยๆ นะ กังวลอย่างเดียวคือจะบอกลูกกับแฟนยังไงไม่ให้ตกใจ เลยบอกหมอว่า หมอครับอย่าเพิ่งบอกแฟนผมนะ เดี๋ยวผมบอกเอง ตอนนั้นกลัวอย่างเดียวคือกลัวลูกกับแฟนตกใจ

เชื่อเรื่องเซนส์กันมั๊ย ตอนนั้น มีเซนส์ว่าจะไม่ตายเพราะมะเร็ง ก็เลยไม่กลัว

คนแรกที่โทรไปถามหลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ไม่ใช่ญาติพี่น้องนะ คือพี่วัฒนา บุญยัง นักเขียนเรื่องป่าเพราะพี่เขาเคยเป็นมะเร็ง ถามว่า พี่วัฒรักษายังไง พี่วัฒบอก นี่เลยชาติรักษาแผนปัจจุบันนะ รามาฯ เลย เรายิ่งมั่นใจ มั่นใจแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันก็เลยไม่กลัว อันดับแรกอย่ากลัว อย่าตกใจ แค่นั้นล่ะ หาทางรักษา คือเป็นแล้วก็หาทางรักษา อย่าแกล้งว่า เฮ้ยไม่กลัวๆ มันแกล้งไม่ได้นะ เพราะพอวัดไข้แล้วไข้ขึ้น เสร็จเลย ทรุดเลย ไปเร็ว

ตายไม่ได้หรอกแม่กำปองยังไม่ได้ไปนอนเลย”

คำตอบถึงเป้าหมายระหว่างปะทะกับโรคร้าย

จริงๆ จองเอาไว้ว่าจะไปนอนแม่กำปองปี 60 ก็เลยบอกตัวเองว่ายังตายไม่ได้หรอก ยังไม่ได้ไปเที่ยวเลย

ตอนป่วยเลยตั้งเป้าหมายว่า จะต้องไปให้ได้ ปี 62 ต้องดี ต้องไป…

พอรู้ว่าเป็นก็ไปที่สถาบันจุฬาภรณ์ เขาไม่รับเพราะไม่มีหมอทางเม็ดเลือด จากนั้นไปโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะไก่ นงนาถ เขารู้จากเฟซ เขาให้แฟกซ์ไปที่โรงพยาบลจุฬาฯ คือตอนป่วยพี่เขียนลงเฟซทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยไปที่จุฬาฯ เขาก็เจาะเลือด ไปเจาะไขกระดูกแล้ว ปรากฎว่าไม่มีเตียง เตียงไม่ว่างเลย โห ตายล่ะ…เพราะหมอบอกว่า คุณชาติมันต้องรีบนะเพราะมันกินไปเยอะแล้ว มันกินเลือดไปเยอะแล้ว ตอนนั้นพี่ไม่มีแรงเดินเลยนะ

เพราะความที่เราเขียนลงเฟซบุคทุกวัน แฟนหนังสือชื่อฝ้ายเป็นพยาบาลอยู่ศิริราชอ่านเจอ ฝ้ายเคยอยู่แผนกโรคเลือดมาก่อน รู้จักกับหมอโรคเลือดดี เขาถามว่าพี่มาโรคเลือดที่ศิริราชมั๊ย เราก็บอก แต่พี่เจาะที่จุฬามาแล้วนะครับ เขาก็บอกไม่เป็นไรมาคุยเฉยๆ ก็ได้

เลยไปคุยกับอาจารย์หมอ “เอกพันธ์ ครุพงศ์” เอาประวัติทุกอย่างมาให้หมดเลย หมอตรวจแล้วบอกคุณชาติ มันกินไปเยอะแล้วนะเนี่ย ปล่อยช้าไว้ไม่ได้เลย รักษาที่นี่มั๊ย ที่นี่มีเตียง เราตอบ เอาครับ…ก็เลยได้รักษาที่ศิริราช (ศิริราชมีห้องปลูกถ่ายหกห้อง ปีหนึ่งรักษาได้หกคน)

เลยบอกกับตัวเองว่า การจะรู้จักใครสักคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก การรู้จักฝ้ายก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่งั้นอยู่ๆ พี่จะได้ที่ศิริราชได้ยังไง เพราะว่าศิริราชหาเตียงยากมาก

ตอนนั้นเป็นอะไรบ้างครับ

“…ปอดอักเสบ ของแถม..”  คำตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม

อาทิตย์แรกก็ยังเฉยๆ ยังไม่ได้คีโมนะ แต่กลายเป็นโรคที่ปอดก่อน ปอดข้างซ้ายอักเสบ รักษาปอดก่อน ปอดหายแล้วถึงเริ่มต้นรักษาด้วยคีโม หัวใจ ปอด ทุกอย่างต้องเคลียร์ ก่อนจะคีโมทุกอย่างต้องเคลียร์ก่อน เพราะมะเร็งมันกินเลือดแล้ว ทุกอย่างเลยภูมิต้านทานอ่อนแอหมด พี่เคยเป็นปอดอักเสบมาก่อนพอเจอมะเร็งมันเลยกลับมา

จากนั้นพอเข้าห้องสอบ (จากสำเนียงสนทนาน่าจะหมายถึงตอนเข้าห้องเจอน้องคีโม) ความที่เราเป็นคนเขียนหนังสือน่ะนะ เวลามีอะไรเราก็อยากจะเล่า ยิ่งป่วยยิ่งมีเรื่องอยากจะเล่า ยิ่งคีโมนี่ เฮ้ยมันคืออะไร…ทำใมคนเขากลัวกันเยอะ

เลยเขียนว่า ป่วยไม่น่ากลัวหรอก คนเราน่ะ ความคิดคนเราน่ากลัวกว่าเยอะ เพราะเราคิดไปเอง หนึ่งตัวเราด้วย ญาติพี่น้องเราด้วย ญาติพี่น้องสำคัญชอบคิดมะโนไปเอง ชอบเป็นหมอ เก่งกว่าหมออีก

เขียนลงเฟซตอนนั้นก็มีแฟนหนังสือถามมาทางเฟซว่าจะทำยังไงถึงจะไม่ให้กลัว เพราะญาติเขาจะให้คีโม เลยเขียนตอบลงเฟซว่า อย่าไปกลัว ตัวผมเองก็ไม่ได้คิดว่าผมเป็นมะเร็งนะ ผมคิดว่าผมเป็นโรคเม็ดเลือดผิดปกติเฉยๆ รักษากับหมอเดี๋ยวก็หาย

คนเราถ้าเชื่อว่า เฮ้ยให้คีโมแล้วจะทรุด ใจมันจะพาไปเอง จิตใต้สำนึกมันจะสั่งมา อย่าไปคิดแบบนั้น

สามปีก่อนน้องสะไภ้เป็นมะเร็งตับ เขาก็ไปหมดนะ ทั้งพระ ทั้งแพทย์แผนไทย แต่ไม่รอด ตอนไปผ่าตัด หมอบอกโอ้โหตับสกปรกมาก เพราะสมุนไพรไง ไปถึงราชบุรี ไปหาพระที่เขาว่าเก่งๆ นะ ไปหา พระบอกว่า …เป็นมะเร็งนี่ ถ้าผ่าตัด มะเร็งจะกระจาย…
“มะเร็งไม่ใช่ผึ้งนะ ตีแล้วมันแตกกระจาย…” เสียงฮาดังขึ้นเหมือนมิใช่วงสนทนากับผู้ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิปะทะกับมะเร็งมา

หลังจิบชาหอมกรุ่นไกลสมชื่อร้านแล้ว บทสนทนาก็ไปต่อ
…ไม่ใช่มั้ง ยาสมุนไพรเม็ดละหมื่นไปซื้อมากิน สามีเขาก็บวชให้ อันนี้ไสยศาสตร์เลยนะเนี่ย… (เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง)
สามีเขาบวช เพราะพระวัดแถวศิริราชบอกให้มาบวช ถ้าอยากให้ภรรยาหายต้องมาบวช สุดท้ายก็ไม่รอด เพราะยามันตีกัน นั่นทำให้พี่จำไว้เลยว่าจะรักษาแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว คือบางทีคนไปรักษาทางสมุนไพรนี่ ไปร้อยคน หายคนหนึ่งก็ดังแล้ว ที่จริงที่เขาหายเนี่ยเขาเป็นระยะไหน ร่างกายเขาเป็นยังไง พี่เชื่อในแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่าเพราะยาแต่ละตัวที่ให้มาเขาวิจัยมาแล้ว

รักษาแพทย์แผนปัจจุบันถ้าเราไม่ใช้ร่างกายหนักมาก่อนโอกาสรอดก็เยอะ แต่เม็ดเลือดขาวนี่ มีไม่กี่ที่นะที่รักษาได้ เพราะต้องมีห้องปลูกถ่าย ห้องปลูกถ่ายเนี่ยหมดไปล้านกว่า โชคดีที่เบิกได้เพราะแฟนพี่รับราชการ อีกอย่างคนส่วนใหญ่ที่ตายนี่เพราะใจมันท้อไปก่อน ฉะนั้น อย่ากลัว ใจต้องอย่ากลัว…

ตอนที่ที่สุดของชีวิต แบบกินอะไรไม่ได้เลย ที่ทุกคนที่เป็นต้องเจอ หมอเขาเล่าเรื่องของหมอที่ป่วยด้วยโรคนี้ กินยาเต็มที่ รักษาอยู่ห้องปลูกถ่าย แต่ไม่รอด หมอบอกว่า ประมาณสองเปอร์เซ็นต์นะ อยู่ที่ใจ (2% อาจเสียชีวิตได้เพราะสู้คีโมไม่ไหว คีโมในรอบปลูกถ่ายไขกระดูกจะแรงกว่า คีโมที่เคยให้มา 8-10เท่า ร่างกายบางคนรับไม่ไหว)

ตอนนั้นพี่บอกหมอว่า…หมอพูดเรื่องนี้ผมไม่ฟังหรอกนะ ผมจะฟังเรื่องแต่ดีๆ

คิดว่าหายได้เพราะอะไร

ที่หายได้ อันดับแรกเลยคือ หนึ่ง ใจ พี่ไม่กล้ว ไม่กลัวมะเร็งเลย สอง ญาติส่งรูปหลานมาให้ดู ผู้หญิงด้วยนะ บอกชาตินี่เขาก็เป็น แล้วเขาก็หาย สาม หมอก็บอก คุณชาติคนอื่นเป็นได้หายได้ คุณชาติก็หายได้

จำสามอย่างนี้ จำสิ่งดีๆ ไว้ เราอย่าไปคิดว่าเดี๋ยวมันต้องทรุดต้องอะไร

ตอนป่วยพี่จะเปิดดูภาพตอนปั่นจักรยาน ดูแล้วบอกตัวเองว่า เฮ้ย..ต้องออกไปปั่นจักรยานให้ได้ คือ ไม่ใช่นอนป่วยอย่างเดียว โดยไม่มีเป้าหมายนะ เป้าหมายคือต้องออกไปให้ได้ ออกไปปั่นจักรยาน มันก็เลยมีเป้าหมายในการต้องหายป่วย ไม่ใช่สะกดจิตตัวเองนะ เพราะถ้าสะกดจิตเนี่ยบางวันไม่มีแรงจิตจะตก และเซนส์ลึกๆ เลยนะ พี่ไม่ต๊าย ไม่ตายเพราะโรคนี้หรอก…

ตอนนั้นไม่ให้ใครมาเยี่ยมเลย เกรงใจเขา ศิริราชที่จอดรถน้อย หาที่จอดรถยาก อีกอย่างหนึ่งเราต้องหายด้วยตัวเราเอง อย่าไปหายเพราะคนอื่น เราต้องมีกำลังใจของเราเอง และมีแค่เรายังไม่พอ แบ่งให้คนอื่นเขาได้ด้วย เขียนลงเฟซบุ้คทุกวัน เชื่อมั๊ยบางวันเขียนเสร็จแล้วอ้วก แบบเอาไม่อยู่เลย

คิดมั๊ย ว่าทำใมตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ เพราะอะไร?

หมอก็ถามนะว่าอยู่ใกล้โรงงานสารเคมีอะไรมั๊ย ก็ไม่มีนะ กรรมพันธุ์ก็ไม่มี

สันนิษฐานเองก็น่าจะหนึ่ง มาจากการกินนี่แหละ เช้ามาพี่กินแต่กาแฟนะ ไม่กินข้าว แล้วไม่ใช่พึ่งทำนะ ทำมายี่สิบ สามสิบปีแล้ว

แล้วก็ชอบกินผัก กินผักเยอะมาก กินมานานแล้ว แล้วในผักนี่นะ โอ้โห สารปนเปื้อนมหาศาล

แล้วข้าวเย็นก็ไม่กินนะ กินข้าวมื้อเดียว เนี่ยเลยอาจทำให้เม็ดเลือดมันเสี่อม สันนิษฐานเองนะ เพราะบางคนกินอาหารคลีนมาตลอดก็เป็นนะ แต่บางคนก็อาจเป็นเพราะเขาซีเรียสเกินไปก็ได้นะ จริงจังกับชีวิตมากไป จริงจังกับทุกอย่าง พอผิดหวังแล้วเครียด

แล้วตอนนี้ออกกำลังได้ตามปกติมั๊ย

“…ไม่ได้เพราะหมอบอกเป็นโรคหัวใจ ได้โปรใหม่ โปรเสริมจากผลข้างเคียงตอนรักษามะเร็ง..”  คำตอบพร้อมรอยยิ้ม

พี่ต้องเป้าไว้ที่ปี 62 นะ ปี 62 ต้องดี ตอนนี้เลยไม่ซีเรียส

เป็นมะเร็งแล้วได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม…

เป็นเรื่องปกติของคนเขียนหนังสือนะ คืออยากเล่า มันมีอะไรเข้ามาในชีวิตก็ต้องเขียนอยู่แล้ว มันมีเฟซด้วยไง เลยได้บันทึกเอาไว้ เพราะเขาอยากรู้ว่า เป็นมะเร็งแล้วไงต่อ…เลยเขียนลงเฟซ เพราะอยากให้ญาติคนป่วยเขาอ่านแล้วสบายใจว่าเป็นมะเร็งอย่าไปกลัว คีโมมันก็เหมือนให้น้ำเกลือนี่แหละ มันคือน้ำเกลือสีดำ และอย่าไปสร้างภาพให้กับตัวเองก่อน คือ อย่าไปมะโน

ทั้งคนไข้ ญาติคนไข้ คือโรคมะโนน่ากลัวสุด น่ากลัวกว่ามะเร็ง แล้วพอมะโนก็ไปโน่นตามหาสมุนไพร หมอแสง หมออะไรโน่น

อย่างโรคของพี่มันเป็นไปไม่ได้ สมุนไพรจะเอามาทำอะไร เพราะต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เอาเลือดเสียออก เล้วปลูกถ่ายไขกระดูกใหม่ เอาสเต็มเซลล์จากน้องชายไปสร้างโรงงานเลือดใหม่

หมอเดี๋ยวนี้ทันสมัย รักษากันได้ทางออนไลน์

พี่โชคดี ได้หมอดี อาจารย์หมอทันสมัย คือคุยกันทางเฟซได้ กระทั่งตอนนี้ ทุกวันนี้ แมสเสจไปหาหมอ…ผมเป็นยังงี้ๆ นะ หมอก็จะตอบว่า แบบนี้ต้องยังไง แล้วนัดเข้าไปตรวจ ถ้าวันไหนเป็นหนักก็เข้าไปฉุกเฉินเลย

อาจารย์หมอยังหนุ่ม เก่งมาก ตอนนั้นบอกพี่ คุณชาติเยอะแล้วล่ะ มันกินไปเยอะแล้ว…พี่ก็เลยบอก มิน่าล่ะ ผมถึงไม่มีแรงเลย

ตอนเป็นหนักๆ อ้วกจนแสบคอ ปวดหัวแบบจะระเบิด ฉีดมอร์ฟีนวันละสามเข็มยังเอาไม่อยู่เลย

ตอนปลูกถ่ายนี่มีสี่หมอนะ หมอติดเชื้อ หมอโรคปอด หมอหัวใจ หมอโรคเลือด สี่หมอเลยมาทุกวัน ที่สุดของที่สุดคือปลูกถ่ายนี่แหละเพราะคีโมจะแรงกว่าปกติสิบเท่า ตอนนั้น หน้าดำ หน้าไหม้ คอเนี่ยกินอะไรไม่ได้เลยกลืนน้ำยังไม่ได้เลย กลืนน้ำยังเจ็บ ปาก เพดานปาก ลิ้นจะไหม้ เพราะว่ามันร้อน

หมอบอกเป็นทุกคนนะคุณชาตินะ ต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ ผ่านด่านนี้ได้สบาย พยาบาลก็บอกพี่ชาติผ่านด่านนี้ได้ ปั่นจักรยานสบาย เราก็เลยสบายใจ

เป็นแบบนั้นอยู่สองเดือน กินอะไรไม่ได้ กินอาหารทางสายยาง ออกมาช่วงอาทิตย์แรกก็ยังกินอะไรไม่ได้เพราะมันยังไม่ชิน แต่สองเดือนก็ปั่นจักรยานได้นะ

ตอนออกมาปลายเมษา พอหมอบอกคุณชาติกลับบ้านได้แล้วนะ เราก็…ฮึ่ยส์ ผมยังเดินแทบจะไม่ไหว กลับบ้านได้เลยเหรอ

หมอบอกถ้าอยู่โรงบาลนานๆ แล้วมันจะหดหู่ หมอเลยให้กลับ แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วให้ข้อปฏิบัติมาหลายอย่าง กลับมาสองเดือนมั้งพี่ก็ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านได้

ฟื้นตัวค่อนข้างจะเร็ว อย่างที่บอกเราไม่ได้กินเหล้า สูบบุหรี่ ร่างกายเลยดี

พอออกมา ช่วงสองเดือนแรกกินอาหารได้ตามปกติ แต่หลังจากนั้นมากินบางอย่างไม่ได้เพราะเซลล์มันต้านกัน กินรสเผ็ดไม่ได้

พริกไทยยังกินไม่ได้เลย ทุกวันนี้กินได้แต่จืดๆ รสหวาน เค็ม ไม่รู้สึก

“…แต่กาแฟอร่อยไม่อร่อย รู้นะ” วงสนทนาฮากันอีกที

แต่ตอนนี้วันละแก้วพอ กินกาแฟแล้วต้องกินนมตามไป ถ้าแผนไทยจะห้ามกาแฟ ชา แต่หมอพี่บอกกินด๊าย เชื่อผมสิ มันไม่ขนาดนั้น

แต่ต้องกินนมตัดไว้หน่อย แค่นี้ แต่เนื้อสัตย์เนี่ยจำเป็นเลย

…สงสัยพี่ต้องกินลาบเลือดแล้วล่ะ…เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

บทสนทนาเรื่องมะเร็งจบลงตรงนั้น หลังจากนั้นก็เกี่ยวพันไปถึงการงานที่กระทำ ล้ำเข้าไปถึงวิถีชีวิตที่ผ่านมา เหมือนกับว่า เรื่องของ ชาติ ยังอีกยาว ยาวจนน่าจะเป็นหลายตอน

คำถามผ่านออนไลน์

  1. พี่มีคาถาสู้มะเร็งรึไง? ทำใมไม่กลัว

2.ฯพณฯ …………ครีเอทชื่อใหม่ให้ยาม้า เป็นยาบ้า แล้วพี่ล่ะ (ในฐานะผู้พิชิตมะเร็ง) เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อมะเร็งมั๊ย?

  1. ตอนนั้น เคยอ่านจากเฟซ เห็นพี่ตอบคอมเมนท์…พี่ชาติสู้ๆ…ว่า เนี่ย สู้มาหลายเดือนแล้ว เปลี่ยนคำให้กำลังใจเหอะ เอียนคำนี้ หรือ แค่ตอบสนุกๆ

เพราะตอนนี้เหมือนพี่คิดก่อน พี่ตูนนะ ที่บอกว่าให้กำลังคุณหมอ พยาบาล แทนผมเถอะ…

4.กำลังใจจากตนเอง หรือคนรอบข้าง หรือ อื่นๆ สำคัญที่สุดในสภาวะเช่นนั้นเห็นบางคนต้องการญาติห้อมล้อม แต่พี่กลับขอร้องว่าอย่ามาเยี่ยมผมเลยครับ

5.ถ้าพี่จะเขียนถึงตัวพี่ นิยามความเป็นตัวตนของ ชาติ ภิรมย์กุล…

6.อะไรที่หายไปจากวิถีชีวิตปกติอย่างสิ้นเชิง หลังจากปะทะกับมะเร็งมา

7.ผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาได้ อะไรที่รักมากขึ้น หรือชังมากกว่าเดิม

8.มีอะไรจะฝากถึงแม่กำปอง

คำตอบจากอากาศ

ตอบข้อ 6 ก่อน

เส้นผมไง

5555

ข้ออื่นไว้ตอบทีหลัง

นั่งรถไปธุระ

………………….

ตอบจริงๆ นะ ข้อ 6

คิดว่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้วในชีวิตเพราะผ่านการปลูกถ่ายไขกระดูกมาเหมือนได้เกิดใหม่

ถ้ามองแบบง่ายๆที่หายไปคือ เส้นผมเรียกว่า”คีโมฟิวชั่น ”

ตอบข้อ 1 ไม่มีคาถาอะไร แค่ไม่กลัวในสิ่งที่เป็น และ จะกลัวไปทำไม กลัวแล้วได้อะไร ปล่อยให้หมอเขารักษาดีกว่าเรากินยา ตามที่หมอแนะนำ ก็จบ อย่าไปคิดมาก และคิดไปเอง

ข้อ 2 ถ้าเปลี่ยนได้อยากเปลี่ยนเป็น “มะรุม” ฟังดูน่ารักดี เหมือน ต้นลั่นทม พอเปลี่ยนเป็น ลีลาวดี คนก็กล้า ปลูกกันมากขึ้น มะเร็งเป็นมะรุม คนจะได้ลืม ภาพเก่าๆที่เล่าต่อกันมาจนมะเร็ง กลายเป็นโรคร้ายในสายตาคนโบราณ

ข้อ 3 ตอบจริง

เพราะได้รับคำว่า สู้ๆ มามากมายหลายร้อยครั้ง จนเรางงและสงสัย จะให้สู้กับอะไรแว้ ในเมื่อ เรา ไม่ได้กลัวอะไร ทั้งมะเร็งและการให้คีโม

เรื่องเยี่ยมเหมือนกัน ไม่อยากให้ใครมาเยี่ยมเพราะเราไม่ได้ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ ตรงกันข้าม เกรงใจคนที่เขามาเยี่ยม มาแล้วเสียเวลาเป็นวัน ถ้าอยากเยี่ยม เยี่ยมทางเฟซดีกว่า ง่ายดี เราไม่ใช่ คนที่ต้องหากำลังใจ จากคนอื่น

ข้อ 5 ไม่มีนิยาม มีแต่ ความจริงของชีวิต

ยุคนี้ 4.0 ควรจะเป็นตัวเองมากที่สุด

ข้อ 7 รักตัวเองมากขึ้น เข้าใจโลกและโรคมากขึ้น

ข้อ 8 อยากไปนอนที่แม่กำปองสัก 4-5 วัน

ทุกปัญหามีทางออกหมด ถ้าเราไม่คิดว่ามันคือปัญหา ทำใจสบายๆ ทุกอย่าง

ก็ง่าย

จบ

Post a comment

8 − seven =