“วันเด็ก” สุด Dark ของ “คาราบาว”

คอลัมน์: Jukebox (จุกบอก)
โดย นกป่า อุษาคเณย์
ดูเหมือนว่าไม่เคยมี “เพลงวันเด็ก” อย่างเป็นทางการในสังคมไทย มีเพียงเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีของวงสุนทราภรณ์ และภายหลังจึงมี “เพลงวันเด็ก” ของบิลลี่ โอแกน
แน่นอนว่า ก่อนบิลลี่ โอแกนจะแต่ง “เพลงวันเด็ก” ที่สดใส สังคมไทยมี “เพลงวันเด็ก” สุด Dark ของวง “คาราบาว”
วันเด็ก ให้เด็กเดินตามใคร
แม่ตั้งวงไพ่ พ่อตั้งวงเหล้า
ชกกันเหมือนมวยตู้วันเสาร์
ตีศอกโยนเข่า เอาให้ตายให้ตาย
เสียงด่า ไม่ต้องหาคำแปล
ด่าพ่อล่อแม่ ก็ปู่ย่าตายาย
ห้ามปรามเดี๋ยวจะถูกเลขท้ายเป็นเรื่องผู้ใหญ่
ผัวเมียตีกัน
ดีกันก็รวมหัวใช้เรา ใช้ไปซื้อเหล้าใช้ดูต้นทาง
ทำตัวให้เด็กดูตัวอย่าง ลูกไม้ไม่ห่างจากโคนต้นไม้
วันเด็ก เราเป็นเด็กเกเร
เพราะสังคมโปเก มีผู้ใหญ่นำเรา
สร้างเธคให้เด็กได้โยกบั้นเด้า
ดมยาดื่มเหล้า เอาให้เมาเช็ดดิน
ลูกหลาน ต้องคืบคลานลงเหว
อนาคตเลวๆ ก็ผู้ใหญ่ตัวดี
คำขวัญเขียนกันได้ทุกปี
เผื่อผู้ใหญ่บ้างซิ สมดุลกัน
อันว่าคำขวัญ เท่าที่ฉันผ่านมา
เปรียบเหมือนตัวยาซีม่าโลชั่น
แต่สังคมวันนี้แย่ยิ่งกว่าสังคัง
เขียนให้เด็กได้ฟังมันก็ยังไม่พอ
พ่อกับแม่คือยา ปู่กะย่าตายาย
และผู้หลักผู้ใหญ่ มีความหมายทุกคน
อย่าปล่อยเด็กเดินชน โดยตามลำพัง
เพราะสังคมสังคัง ยังไม่สมประกอบ
เด็กๆ ต้องโตเป็นผู้ใหญ่
อนาคตฝากไว้ ในกำมือเด็กๆ
ถูกมอมเมาตั้งแต่เล็ก ผู้ใหญ่หลอกเด็ก
เราจะแก้ที่ใคร เราจะแก้ที่เด็ก
หรือแก้ที่ผู้ใหญ่ เราจะแก้ที่ใคร
เราจะแก้ที่ใคร แก้ที่ผู้เด็กหรือแก้ที่ผู้ใหญ่
เราจะแก้ที่ใคร เราจะแก้ที่ใคร
อันว่าคำขวัญ เท่าที่ฉันผ่านมา
เปรียบเหมือนตัวยาซีม่าโลชั่น
แต่สังคมวันนี้แย่ยิ่งกว่าสังคัง
เขียนให้เด็กได้ฟังมันก็ยังไม่พอ
พ่อกับแม่คือยา ปู่กะย่าตายาย
และผู้หลักผู้ใหญ่ มีความหมายทุกคน
อย่าปล่อยเด็กเดินชน โดยตามลำพัง
เพราะสังคมสังคัง ยังไม่สมประกอบ
มีวันเด็ก ก็ต้องมีวันผู้ใหญ่
ที่ก่อกรรมทำร้าย เด็กไทยวันนี้
นําอะไรนำในทางที่ดี
เด็กๆ สมัยนี้ หูไวตาไว
วันผู้ใหญ่ เขียนให้เริ่ดเลยว่า
ให้ตั้งหน้าตั้งตา ทําแต่คุณความดี
อย่ากอบโกยกินกันมากนักซิ
เด็กๆ สมัยนี้ นั้นแทบไม่มียัดปาก
เพลง “วันเด็ก” เนื้อร้อง: “ยืนยง โอภากุล” ทำนอง: “ยืนยง โอภากุล”, “ปรีชา ชนะภัย”, “เทียรี่ เมฆวัฒนา” (อัลบั้ม “ประชาธิปไตย” พ.ศ. 2529)
“วันเด็ก” ของ “คาราบาว” ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สะท้อนด้านมืดของสังคมไทยได้อย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา
ทั้งเนื้อหา สัญลักษณ์ และบริบททางสังคม ที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นงานศิลป์ที่ทรงพลังและแตกต่างจากภาพจำของ “วันเด็ก” ที่มักถูกเชื่อมโยงกับความสดใสและความหวัง
กาลเวลาผ่านมา 40 ปีใน พ.ศ. 2569 นี้ ยิ่งตอกย้ำความเป็นอมตะ “เพลงวันเด็ก” ของ “คาราบาว”
เพลง “วันเด็ก” ของ “คาราบาว” ปรากฏครั้งแรกในอัลบั้ม “ประชาธิปไตย” ซึ่งออกในช่วงทศวรรษ 1980 (ปี พ.ศ. 2529) ถือเป็นยุคที่ “วงคาราบาว” กำลังสร้างชื่อด้วยการนำเสนอเพลงเพื่อชีวิตที่วิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา
ผมคิดว่า “ประชาธิปไตย” คือจุดพีคของ “คาราบาว” ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ที่กำลังสุกงอม ทั้งความเป็นทีม ความลงตัวของเนื้อเพลงที่แรงได้แบบไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรอีกแล้วในตอนนั้น อีกทั้งท่วงทำนองก็มีความเป็นสากลอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดดนตรี Rock เข้าไปเต็มเหนี่ยว
กลับมาที่ “วันเด็ก” เพลงนี้หาใช่เป็นเพียงบทเพลง แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากมองตรงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึง “เด็ก” ซึ่งควรเป็นอนาคตของชาติ แต่กลับกลายเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ ที่ “คาราบาว” ถ่ายทอดภาพลักษณ์เด็กออกมาได้อย่างถูกต้องว่าเป็นเหยื่อของสังคมที่บิดเบี้ยว
เนื้อหาของเพลง เปิดฉากด้วยภาพครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดี แม่ตั้งวงไพ่ พ่อตั้งวงเหล้า และทะเลาะกันราวกับนักมวยในเวทีมวยตู้วันเสาร์
ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยหรือสร้างสรรค์ แต่กลับถูกบ่มเพาะด้วยความรุนแรงและการเสพติด เมื่อผู้ใหญ่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ผิด เด็กก็ย่อมเดินตามรอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ “สุด Dark” คือการใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาและไม่ประนีประนอม เช่น “ตีศอก โยนเข่า เอาให้ตาย ให้ตาย” หรือ “เสียงด่า” (Riff กีตาร์ “ย.ม.”) “ไม่ต้องหาคำแปล” (Riff กีตาร์ “ม.ย.”) “ด่าพ่อล่อแม่ ปู่ย่าตายาย”
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการบรรยาย แต่เป็นการตอกย้ำว่าความรุนแรงและการเสื่อมทรามได้กลายเป็นเรื่องปกติในครอบครัวและสังคมไทย
เพลงจึงไม่ได้พูดถึงเด็กในเชิงน่ารักสดใส แต่กลับชี้ให้เห็นว่าเด็กคือผู้รับผลกระทบโดยตรงจากความล้มเหลวของผู้ใหญ่
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการวิพากษ์ “คำขวัญวันเด็ก” ซึ่งทุกปีรัฐบาลจะประกาศคำขวัญเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก แต่ “คาราบาว” กลับเปรียบเทียบคำขวัญเหล่านั้นว่าเหมือน “ตัวยาซีม่าโลชั่น” ที่ทาแล้วไม่หาย
เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่คือผู้ใหญ่ที่ไม่ทำหน้าที่อย่างสมดุล
เพลงจึงตั้งคำถามเชิงประชดประชันว่า “เผื่อผู้ใหญ่บ้างซิ สมดุลกัน” ซึ่งสะท้อนความจริงว่าการแก้ปัญหาสังคมไม่อาจทำได้ด้วยการสั่งสอนเด็กเพียงฝ่ายเดียว หากผู้ใหญ่ยังคงเป็นต้นเหตุของความเสื่อม
เมื่อพิจารณาในเชิงสัญลักษณ์ เพลงนี้ใช้ภาพของ “สังคมสังคัง” เพื่อเปรียบเปรยว่าสังคมไทยในเวลานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บป่วยและความผิดปกติ
เด็กจึงไม่สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ เพราะถูกมอมเมาตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งการดื่มเหล้า การเสพยา และการถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ เพลงจึงเป็นการตีแผ่ด้านมืดของสังคมที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในงานศิลป์อื่นๆ
ในเชิงวรรณศิลป์ เพลงนี้โดดเด่นด้วยการใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาและมีพลังเชิงภาพสูง การเลือกใช้คำอย่าง “ลูกไม้ไม่ห่างจากโคนต้นไม้”
เป็นการตอกย้ำว่าพฤติกรรมของเด็กสะท้อนโดยตรงจากผู้ใหญ่ เพลงจึงไม่เพียงแต่เล่าเรื่อง แต่ยังสร้างความสะเทือนใจให้ผู้ฟังตระหนักถึงความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากมองในบริบททางสังคม เพลงนี้ออกมาในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเมืองที่ไม่มั่นคง และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
เด็กจึงถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
เพลง “วันเด็ก” จึงเป็นการสะท้อนเสียงเตือนว่า หากผู้ใหญ่ยังคงละเลย เด็กก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่บกพร่องในอนาคต
ความ “Dark” ของเพลงนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ถ้อยคำรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดโปงความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากยอมรับ
แนนอนว่า ณ พ.ศ. 2529 ที่กฎหมาย กบว.ยังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน “เพลงวันเด็ก” ของ “คาราบาว” ถูก Ban ไปตามระเบียบ
ท้ายที่สุด บทสรุปของ “เพลงวันเด็ก” ในตอนนี้ก็คือ เพลงนี้ได้ทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า “วันเด็ก” ไม่ใช่เพียงวันแห่งความสุขเท่านั้น
แต่ยังเป็นวันที่ควรถูกใช้เพื่อทบทวนบทบาทของผู้ใหญ่ในสังคมอย่างรอบด้านครับ
หมายเหตุ: คอลัมน์ Jukebox (จุกบอก) เป็นการเลือกเพลงในแต่ละบรรยากาศมาเล่าด้วยความรู้สึกร่วมสมัย เป็นแผ่นเสียง CD และเทป ที่อยู่ในบ้านผู้เขียน เสมือน “ตู้เพลง” หรือ Jukebox ส่วนตัวที่เลือกสรรบทเพลงมาแบ่งปันกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ อีกนัยหนึ่ง คล้ายกับมีกุมารทอง หรือ “ไอ้จุก” คอยกระซิบบอก ว่าสัปดาห์นี้พ่อน่าจะเอาเพลงนั้นเพลงนี้มาเล่าให้ท่านผู้อ่าน MeetThinks ฟัง